กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เผยพบเชื้อแบคทีเรียดื้อยาคาร์บาพีเนม สูงเกินร้อยละ 70 เสี่ยงไม่มียารักษาในอนาคต ชูระบบสุขภาพ One Health เฝ้าระวังภาวะดื้อยาทั้งระบบ และเตือนประชาชนใช้ยาปฏิชีวนะตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด

โดย : ฝ่ายประชาสัมพันธ์
1,817
8 พฤษภาคม 2569
 
 
กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เปิดเผยสถานการณ์เชื้อดื้อยาต้านจุลชีพของประเทศไทยจากข้อมูลเฝ้าระวังย้อนหลัง 10 ปี พบแนวโน้มการดื้อยาของเชื้อแบคทีเรียสำคัญเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะเชื้อ Acinetobacter calcoaceticus-baumannii complex (อะซินีโตแบคเตอร์ แคลโคอะซีติคัส-เบามันนีไอ คอมเพล็กซ์) ซึ่งเป็นเชื้อแบคทีเรียก่อโรคติดเชื้อในโรงพยาบาลที่รุนแรง มีอัตราการดื้อยาปฏิชีวนะกลุ่ม carbapenem (คาร์บาพีเนม) ซึ่งเป็นยาต้านจุลชีพทางเลือกสุดท้าย สูงกว่าร้อยละ 70 สะท้อนความรุนแรงของปัญหาเชื้อดื้อยาที่ส่งผลกระทบต่อระบบสาธารณสุขและทางเลือกในการรักษาผู้ป่วย เตือนประชาชนใช้ยาปฏิชีวนะตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด เพื่อชะลอการดื้อยาในอนาคต 
 
ดร.นพ.สราวุฒิ บุญสุข อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เปิดเผยว่า กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ร่วมกับเครือข่ายโรงพยาบาล 141 แห่ง จาก 77 จังหวัด ดำเนินการเฝ้าระวังเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพทางห้องปฏิบัติการ ทั้งนี้ข้อมูลจากระบบเฝ้าระวังเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพของประเทศย้อนหลัง 10 ปี ตั้งแต่ พ.ศ.2558 – 2568 พบว่า เชื้อ Acinetobacter calcoaceticus-baumannii complex มีอัตราการดื้อยากลุ่ม carbapenem ซึ่งเป็น “ยาต้านจุลชีพทางเลือกสุดท้าย” มีอัตราดื้อยาสูงกว่าร้อยละ 70 และยังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ผู้ป่วยที่ติดเชื้อดื้อยาชนิดนี้ต้องเผชิญกับความเสี่ยงที่จะไม่มียาในการรักษา
 
ขณะที่ เชื้อ Klebsiella pneumoniae (เคลบซิลลา นิวโมเนียอี) พบแนวโน้มการดื้อยากลุ่ม carbapenem เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา และมีอัตราการดื้อยากลุ่ม third generation cephalosporin (กลุ่มเซฟาโลสปอรินรุ่นที่สาม) ซึ่งเป็นกลุ่มยาปฏิชีวนะที่สามารถรักษาการติดเชื้อแบคทีเรียได้หลายชนิด ร้อยละ 35–45 ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อทางเลือกในการรักษาผู้ป่วยโรคติดเชื้อรุนแรงในอนาคต
 
 
ส่วนเชื้อ E. coli (อีโคไลน์) แม้อัตราการดื้อยากลุ่ม carbapenem จะยังอยู่ในระดับต่ำเมื่อเปรียบเทียบกับเชื้อชนิดอื่น แต่พบอัตราการดื้อยากลุ่ม third generation cephalosporin โดยเฉพาะยา ceftriaxone (เซฟไตรแอ็กโซน) และ Cefotaxime (เซโฟแทกซิม) ในระดับค่อนข้างสูงอย่างต่อเนื่อง สะท้อนให้เห็นว่า ปัญหาเชื้อดื้อยาไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะในระบบโรงพยาบาลหรือระบบบริการสุขภาพเท่านั้น แต่เริ่มแพร่กระจายสู่ชุมชนแล้ว
 
อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ย้ำว่า ปัญหาเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพ ถือเป็นวิกฤตด้านสาธารณสุขที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งด้านการใช้ยาปฏิชีวนะอย่างสมเหตุผล การป้องกันและควบคุมการติดเชื้อ การเฝ้าระวังทางห้องปฏิบัติการ รวมถึงการดำเนินงานภายใต้แนวคิด One Health ที่เชื่อมโยงสุขภาพคน สัตว์ และสิ่งแวดล้อมเข้าด้วยกัน เพื่อสื่อสารเพิ่มความตระหนักรู้ ให้เกิดการชะลอการเพิ่มขึ้นของเชื้อดื้อยาในอนาคต 
 
 
สำหรับประชาชนหรือผู้ป่วย เพื่อหยุดยั้งเชื้อดื้อยา ควรกินยาปฏิชีวนะให้ครบตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด แม้อาการจะดีขึ้นแล้ว รวมทั้งห้ามซื้อยาปฏิชีวนะกินเอง ห้ามหยุดยาเอง และห้ามแบ่งยาให้ผู้อื่นเด็ดขาด ทั้งนี้ ข้อมูลดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของระบบเฝ้าระวังเชื้อดื้อยาระดับประเทศ โดยศูนย์เฝ้าระวังเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพแห่งชาติ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ยังคงร่วมกับเครือข่ายห้องปฏิบัติการทั่วประเทศ ในการเฝ้าระวังต่อเนื่อง เพื่อสนับสนุนการวางแผนเชิงนโยบายและการตอบสนองด้านสาธารณสุขของประเทศไทย
 ******8 พฤษภาคม 2569******

ข่าวประชาสัมพันธ์เกี่ยวข้อง

https://www.dmsc.moph.go.th/upload/nw/pictures/pic-202604111793775785162321256-8341.jpg
INFOGRAPHIC : กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ให้บริการตรวจเชื้อ Listeria monocytogenes ในอาหาร

กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ให้บริการตรวจวิเคราะห์เชื้อแบคทีเรีย Listeria monocytogenes ในอาหาร ซึ่งเป็นเชื้อก่อโรคที่สามารถเจริญเติบโตได้แม้อยู่ในตู้เย็น การแช่เย็นไม่สามารถยับยั้งเชื้อนี้ได้ทั้งหมด และอาจก่อให้เกิดโรคลิสเทอริโอซิส (Listeriosis) โดยเฉพาะในหญิงตั้งครรภ์ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อทารกในครรภ์ ผู้สูงอายุ และผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ พร้อมแนะผู้บริโภคเลือกซื้อ ปรุง และเก็บรักษาอาหารอย่างถูกสุขลักษณะ แยกอาหารดิบออกจากอาหารพร้อมบริโภค เพื่อลดความเสี่ยงจากการปนเปื้อนเชื้อก่อโรค

อ่านต่อ expand_circle_right
https://www.dmsc.moph.go.th/upload/nw/pictures/pic-732911597.jpg
กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ให้บริการตรวจเชื้อลิสเทอเรียในอาหาร เตือนเชื้อนี้เจริญเติบโตได้แม้อยู่ในตู้เย็น แนะเก็บแยกอาหารดิบออกจากอาหารพร้อมบริโภค ลดความเสี่ยงจากการปนเปื้อนเชื้อก่อโรค

กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ให้บริการตรวจวิเคราะห์เชื้อแบคทีเรีย Listeria monocytogenes ในอาหาร ซึ่งเป็นเชื้อก่อโรคที่สามารถเจริญเติบโตได้แม้อยู่ในตู้เย็น การแช่เย็นไม่สามารถยับยั้งเชื้อนี้ได้ทั้งหมด และอาจก่อให้เกิดโรคลิสเทอริโอซิส (Listeriosis) โดยเฉพาะในหญิงตั้งครรภ์ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อทารกในครรภ์ ผู้สูงอายุ และผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ พร้อมแนะผู้บริโภคเลือกซื้อ ปรุง และเก็บรักษาอาหารอย่างถูกสุขลักษณะ แยกอาหารดิบออกจากอาหารพร้อมบริโภค เพื่อลดความเสี่ยงจากการปนเปื้อนเชื้อก่อโรค

อ่านต่อ expand_circle_right
https://www.dmsc.moph.go.th/upload/nw/pictures/pic-415055800.jpg
กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ แนะผู้ประกอบการนำรายงานผลการทดสอบไปใช้อ้างอิงอย่างถูกต้อง ห้ามนำรายงานผลการทดสอบไปใช้อ้างอิงเกินจริง ย้ำใบรายงานผลทดสอบไม่ใช่ใบรับรองผลิตภัณฑ์

กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข แนะผู้ประกอบการนำรายงานผลการทดสอบไปใช้อ้างอิงและประชาสัมพันธ์อย่างถูกต้อง หลังพบการนำผลทดสอบไปเผยแพร่คลาดเคลื่อนจากข้อเท็จจริง ย้ำใบรายงานผลการทดสอบแต่ละฉบับรับรองผลเฉพาะตัวอย่างที่ได้รับเท่านั้น ไม่ใช่การรับรองผลิตภัณฑ์ ต้องไม่กล่าวอ้างเกินขอบเขตการทดสอบ หรือทำให้ประชาชนเข้าใจผิด เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและคุ้มครองผู้บริโภค

อ่านต่อ expand_circle_right
https://www.dmsc.moph.go.th/upload/nw/pictures/pic-789496760.jpg
กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ชู 5 นโยบายปี 2570 ยกระดับสุขภาพประชาชน ลดค่าใช้จ่ายระบบสาธารณสุข

กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข มุ่งใช้ศักยภาพด้านวิทยาศาสตร์การแพทย์เป็นกลไกสำคัญในการสนับสนุนระบบสาธารณสุขของประเทศ ผ่าน 5 นโยบายสำคัญในปีงบประมาณ 2570 ยกระดับการป้องกันโรคและคุณภาพบริการสุขภาพ ตั้งแต่การตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก ตรวจคัดกรองโรคแม่และเด็ก ไปจนถึงการจัดทำแนวทางการตรวจทางห้องปฏิบัติการ ทั้งการตรวจห้องปฏิบัติการทางการแพทย์และรังสีวินิจฉัยอย่างสมเหตุผล ตลอดจนสนับสนุนการป้องกันและควบคุมการติดเชื้อในโรงพยาบาล เพื่อให้ประชาชนได้รับบริการที่มีคุณภาพ ปลอดภัย ควบคู่กับการใช้ทรัพยากรด้านสุขภาพอย่างคุ้มค่าและยั่งยืน

อ่านต่อ expand_circle_right
https://www.dmsc.moph.go.th/upload/nw/pictures/pic-163174526.jpg
กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ พร้อมตรวจ “กาฬโรค” รู้ผลใน 24 ชั่วโมง ย้ำยึดหลักตามมาตรฐานความปลอดภัยชีวนิรภัยระดับ 3

กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ในฐานะห้องปฏิบัติการอ้างอิงของประเทศ มีความพร้อมและศักยภาพด้านความปลอดภัยทางชีวภาพระดับ 3 (Biosafety Level 3: BSL-3) รองรับการตรวจวินิจฉัยเชื้อก่อโรคกาฬโรคได้อย่างรวดเร็ว ถูกต้อง และปลอดภัย เพื่อสนับสนุนการเฝ้าระวัง ป้องกัน และควบคุมโรคของประเทศ ย้ำกาฬโรคเป็นโรคติดเชื้อที่มีความรุนแรง การเก็บและนำส่งตัวอย่าง รวมถึงการตรวจวินิจฉัยทางห้องปฏิบัติการ จึงต้องดำเนินการอย่างถูกต้องและปลอดภัย

อ่านต่อ expand_circle_right

แผนผังเว็บไซต์