กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เผยข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเชื้อก่อโรคโควิด 19 สายพันธุ์ BA.3.2 (หรือ Cicada) ยังไม่พบหลักฐานว่าทำให้เกิดอาการรุนแรงเพิ่มขึ้น

โดย : ฝ่ายประชาสัมพันธ์
1,138
29 มีนาคม 2569


ดร.นพ.สราวุฒิ บุญสุข อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เผยข้อเท็จจริงข้อมูลเกี่ยวกับเชื้อก่อโรคโควิด 19 สายพันธุ์ BA.3.2 ซึ่งเป็นสายพันธุ์ย่อยของโอมิครอน (Omicron) ที่พัฒนามาจากสายพันธุ์ BA.3 ซึ่ง สายพันธุ์ดังกล่าวได้รับการจัดประเภทเป็น“สายพันธุ์ที่ต้องจับตามอง (Variant Under Monitoring: VUMs)” โดยองค์การอนามัยโลก (WHO) เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2568 ที่ผ่านมา เนื่องจาก มีการเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรมจำนวนมาก และมีศักยภาพในการหลบหลีกภูมิคุ้มกัน 
จากข้อมูลทางวิชาการระบุว่าสายพันธุ์ BA.3.2 มีการกลายพันธุ์รวมมากกว่า 50 ตำแหน่งโดยเฉพาะบริเวณโปรตีนหนาม (Spike protein) ประมาณ 39 ตำแหน่ง ซึ่งเป็นส่วนสำคัญต่อการเข้าสู่เซลล์ของมนุษย์ นอกจากนี้ยังพบการขาดหายของสารพันธุกรรมบริเวณยีน ORF7a, ORF7b และ ORF8 จากการลบลำดับเบสขนาดประมาณ 871 เบส ซึ่งยีนดังกล่าวมีความเกี่ยวข้องกับการตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกัน และจากข้อมูลการเฝ้าระวังทั่วโลกของ WHO ระหว่างวันที่ 1 กุมภาพันธ์ ถึง 1 มีนาคม 2569 พบว่าสายพันธุ์ BA.3.2 มีสัดส่วนประมาณร้อยละ 5–8 ของสายพันธุ์ที่รายงานทั่วโลก ยังคงอยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับสายพันธุ์อื่นๆ และยังไม่ถือเป็นสายพันธุ์หลักที่ระบาดในปัจจุบัน โดยมีการตรวจพบในหลายประเทศ เช่น แอฟริกาใต้ ออสเตรเลีย สหรัฐอเมริกา และบางประเทศในยุโรป

 


ในด้านความรุนแรง ข้อมูลจากการศึกษาทางห้องปฏิบัติการยังไม่พบหลักฐานว่าทำให้เกิดอาการรุนแรงเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับสายพันธุ์โอมิครอนอื่น โดยพฤติกรรมการเพิ่มจำนวนของไวรัสและการแพร่กระจายระหว่างเซลล์อยู่ในระดับใกล้เคียงสายพันธุ์ที่หมุนเวียนอยู่ในปัจจุบัน
สำหรับประเทศไทย จากข้อมูลการเฝ้าระวังเชื้อก่อโรคโควิด 19 ด้วยการถอดรหัสพันธุกรรม (genomic surveillance) และการติดตามฐานข้อมูลสากล GISAID นั้น ยังไม่พบการรายงานสายพันธุ์ BA.3.2 ในประเทศ แต่ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังคงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

 


ดร.นพ.สราวุฒิ บุญสุข ขอเน้นย้ำว่า แม้สายพันธุ์ดังกล่าวจะมีความสามารถในการหลบหลีกภูมิคุ้มกันบางส่วน แต่ยังไม่มีข้อมูลว่าทำให้ความรุนแรงของโรคเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม ควรปฏิบัติตามมาตรการป้องกันโรคอย่างเหมาะสม เช่น การล้างมือบ่อยๆ, การหลีกเลี่ยงสถานที่แออัด, สวมหน้ากากในพื้นที่เสี่ยง, ดูแลสุขภาพอย่างต่อเนื่อง และ หากมีอาการผิดปกติ เช่น ไข้ ไอ หรือหายใจลำบาก ขอให้รีบพบแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยและรักษาอย่างเหมาะสม 
ทั้งนี้ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์จะดำเนินการเฝ้าระวังสายพันธุ์ของเชื้อก่อโรคโควิด 19 อย่างต่อเนื่อง และรายงานข้อมูลตามหลักฐานทางวิชาการเพื่อประกอบการตัดสินใจด้านสาธารณสุขต่อไป

******29 มีนาคม 2569******

ข่าวประชาสัมพันธ์เกี่ยวข้อง

https://www.dmsc.moph.go.th/upload/nw/pictures/pic-283599668.jpg
จากห้องแล็บสู่ดอยสูง! กรมวิทย์ฯ ลุย ‘น่าน’ หนุนโมเดลต้นแบบพระราชดำริ ดันสมุนไพร-กาแฟไทยสู่สากล

ดร.นพ.สราวุฒิ บุญสุข อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ได้รับเชิญจากสำนักงานองคมนตรี โดยพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา องคมนตรี ประธานคณะกรรมการโครงการพัฒนาคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืนตามพระราชดำริ เข้าร่วมการพัฒนาบ้านน้ำรีพัฒนา ตำบลขุนน่าน อำเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดน่าน ซึ่งเป็นพื้นที่แห่งแรกที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ดำเนินโครงการฯ เพื่อช่วยเหลือราษฎรในพื้นที่เขตชนบท ส่งเสริมคุณภาพชีวิต พัฒนาอัตลักษณ์ และอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่น อันจะนำไปสู่การแก้ไขและพัฒนาคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ให้ดีขึ้นอย่างยั่งยืน

อ่านต่อ expand_circle_right
https://www.dmsc.moph.go.th/upload/nw/pictures/pic-202624071784896248755547611-8151.JPG
กรมวิทย์ฯ ร่วมกับมูลนิธิธาลัสซีเมียฯ ปิดประชุมวิชาการครั้งที่ 27 เดินหน้าประเทศไทยสู่เป้าหมาย “ปลอดโรคธาลัสซีเมียชนิดรุนแรงในประชากรรุ่นใหม่” ด้วยเทคโนโลยีขั้นสูง

กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ร่วมกับมูลนิธิโรคโลหิตจางธาลัสซีเมียแห่งประเทศไทย และภาคีเครือข่าย ปิดฉากการประชุมสัมมนาวิชาการธาลัสซีเมียแห่งชาติ ครั้งที่ 27 ประจำปี 2569 พร้อมมอบรางวัลผลงานวิจัยและผลงานวิชาการดีเด่น ตอกย้ำความร่วมมือทุกภาคส่วนในการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่เป้าหมาย “ปลอดโรคธาลัสซีเมียชนิดรุนแรงในประชากรรุ่นใหม่” ด้วยองค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรมห้องปฏิบัติการขั้นสูง

อ่านต่อ expand_circle_right
https://www.dmsc.moph.go.th/upload/nw/pictures/pic-356276721.jpg
เด็กไทยเกิดใหม่ทุกคน รู้ผลธาลัสซีเมีย ด้วยเทคโนโลยีขั้นสูง รู้เร็ว รักษาเร็ว ลดความรุนแรง มุ่งสู่คนไทยรุ่นใหม่ปลอดโรคธาลัสซีเมีย

กระทรวงสาธารณสุข โดย กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ มูลนิธิโรคโลหิตจางธาลัสซีเมียแห่งประเทศไทย และ ภาคีเครือข่าย ร่วมกันขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ “ประชากรรุ่นใหม่ปลอดโรคธาลัสซีเมีย” โดยมุ่งเน้นการใช้เทคโนโลยีห้องปฏิบัติการขั้นสูง ตรวจวินิจฉัยโรคให้มีความแม่นยำสูงสุด สามารถระบุพาหะและตัวแปรพันธุกรรมที่ซับซ้อนเพื่อการรักษาได้อย่างตรงจุดแม่นยำนำเข้าสู่ระบบบริการและผลักดันให้เป็นสิทธิประโยชน์เพื่อให้ทุกคนเข้าถึงได้ พร้อมเร่งยกระดับห้องปฏิบัติการเครือข่ายทั่วประเทศให้มีคุณภาพมาตรฐานและจัดทำฐานข้อมูลระดับประเทศ เพื่อใช้สนับสนุนการวางนโยบายเพื่อการป้องกันและควบคุมโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน

อ่านต่อ expand_circle_right
https://www.dmsc.moph.go.th/upload/nw/pictures/pic-361965682.jpg
กรมวิทย์ฯ จับมือ กทม. ยกระดับอสส.เมืองกรุง ใช้ชุดทดสอบเบื้องต้น เสริมเกราะคุ้มครองผู้บริโภคนชุมชน

กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ร่วมกับ กรุงเทพมหานคร ติวเข้มอาสาสมัครสาธารณสุขวิทยาศาสตร์การแพทย์ชุมชน (อสส.) และพี่เลี้ยงกว่า 200 ชีวิต ด้วยแนวคิด “บันได 3 ขั้น” ตั้งแต่การเรียนรู้ผ่านระบบดิจิทัล การฝึกใช้ชุดทดสอบเบื้องต้น ไปจนถึงการลงพื้นที่ปฏิบัติงานจริง โดยมีพยาบาลวิชาชีพและเภสัชกรคอยเป็นพี่เลี้ยงดูแลอย่างใกล้ชิด มุ่งสร้างอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อร่วมกันเป็นพลังสำคัญของเครือข่ายเฝ้าระวัง แจ้งเตือนภัย และส่งต่อความรู้ด้านสุขภาพในชุมชน

อ่านต่อ expand_circle_right
https://www.dmsc.moph.go.th/upload/nw/pictures/pic-594091221.jpg
กรมวิทย์ฯ ผนึก สกร. ปั้น “ครูนักวิทย์” 77 จังหวัด ส่งเสริมความรอบรู้วิทยาศาสตร์การแพทย์ สร้างเครือข่ายเฝ้าระวังความปลอดภัยอาหารและสุขภาพในชุมชน

กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข จับมือ กรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) กระทรวงศึกษาธิการ เดินหน้าพัฒนา “ครูนักวิทย์” รุ่นแรก 154 คน จาก 77 จังหวัด เสริมทักษะด้านวิทยาศาสตร์การแพทย์และการใช้ชุดทดสอบเบื้องต้น เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้สู่เยาวชนและประชาชน สร้างเครือข่ายเฝ้าระวังความปลอดภัยด้านอาหาร ผลิตภัณฑ์สุขภาพ สิ่งแวดล้อม และน้ำบริโภคในระดับชุมชน มุ่งยกระดับความรอบรู้ด้านสุขภาพ ลดความเสี่ยง และสร้างสังคมที่ปลอดภัยด้วยหลักฐานเชิงวิทยาศาสตร์

อ่านต่อ expand_circle_right
https://www.dmsc.moph.go.th/upload/nw/pictures/pic-202609071783584009677387105-8075.jpg
กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ร่วมมือ JICA ชูเทคโนโลยีถอดรหัสพันธุกรรมทั้งจีโนม (WGS) ยกระดับระบบเฝ้าระวังวัณโรคเชิงรุก มุ่งยุติวัณโรคของไทย

กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายยุติวัณโรคของประเทศไทย ด้วยการนำเทคโนโลยีจีโนมิกส์และการถอดรหัสพันธุกรรมทั้งจีโนม (Whole Genome Sequencing: WGS) เสริมศักยภาพระบบเฝ้าระวังและสอบสวนโรค เปลี่ยนจากการรอรับผู้ป่วยในโรงพยาบาลสู่การค้นหาเชิงรุก พร้อมยกระดับสู่ "ระบบข่าวกรองสาธารณสุขเชิงรุกที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลจีโนม" เพื่อหยุดการแพร่ระบาดของวัณโรคและวัณโรคดื้อยาอย่างมีประสิทธิภาพ

อ่านต่อ expand_circle_right

แผนผังเว็บไซต์