กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เผยข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเชื้อก่อโรคโควิด 19 สายพันธุ์ BA.3.2 (หรือ Cicada) ยังไม่พบหลักฐานว่าทำให้เกิดอาการรุนแรงเพิ่มขึ้น

โดย : ฝ่ายประชาสัมพันธ์
245
29 มีนาคม 2569


ดร.นพ.สราวุฒิ บุญสุข อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เผยข้อเท็จจริงข้อมูลเกี่ยวกับเชื้อก่อโรคโควิด 19 สายพันธุ์ BA.3.2 ซึ่งเป็นสายพันธุ์ย่อยของโอมิครอน (Omicron) ที่พัฒนามาจากสายพันธุ์ BA.3 ซึ่ง สายพันธุ์ดังกล่าวได้รับการจัดประเภทเป็น“สายพันธุ์ที่ต้องจับตามอง (Variant Under Monitoring: VUMs)” โดยองค์การอนามัยโลก (WHO) เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2568 ที่ผ่านมา เนื่องจาก มีการเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรมจำนวนมาก และมีศักยภาพในการหลบหลีกภูมิคุ้มกัน 
จากข้อมูลทางวิชาการระบุว่าสายพันธุ์ BA.3.2 มีการกลายพันธุ์รวมมากกว่า 50 ตำแหน่งโดยเฉพาะบริเวณโปรตีนหนาม (Spike protein) ประมาณ 39 ตำแหน่ง ซึ่งเป็นส่วนสำคัญต่อการเข้าสู่เซลล์ของมนุษย์ นอกจากนี้ยังพบการขาดหายของสารพันธุกรรมบริเวณยีน ORF7a, ORF7b และ ORF8 จากการลบลำดับเบสขนาดประมาณ 871 เบส ซึ่งยีนดังกล่าวมีความเกี่ยวข้องกับการตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกัน และจากข้อมูลการเฝ้าระวังทั่วโลกของ WHO ระหว่างวันที่ 1 กุมภาพันธ์ ถึง 1 มีนาคม 2569 พบว่าสายพันธุ์ BA.3.2 มีสัดส่วนประมาณร้อยละ 5–8 ของสายพันธุ์ที่รายงานทั่วโลก ยังคงอยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับสายพันธุ์อื่นๆ และยังไม่ถือเป็นสายพันธุ์หลักที่ระบาดในปัจจุบัน โดยมีการตรวจพบในหลายประเทศ เช่น แอฟริกาใต้ ออสเตรเลีย สหรัฐอเมริกา และบางประเทศในยุโรป

 


ในด้านความรุนแรง ข้อมูลจากการศึกษาทางห้องปฏิบัติการยังไม่พบหลักฐานว่าทำให้เกิดอาการรุนแรงเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับสายพันธุ์โอมิครอนอื่น โดยพฤติกรรมการเพิ่มจำนวนของไวรัสและการแพร่กระจายระหว่างเซลล์อยู่ในระดับใกล้เคียงสายพันธุ์ที่หมุนเวียนอยู่ในปัจจุบัน
สำหรับประเทศไทย จากข้อมูลการเฝ้าระวังเชื้อก่อโรคโควิด 19 ด้วยการถอดรหัสพันธุกรรม (genomic surveillance) และการติดตามฐานข้อมูลสากล GISAID นั้น ยังไม่พบการรายงานสายพันธุ์ BA.3.2 ในประเทศ แต่ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังคงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

 


ดร.นพ.สราวุฒิ บุญสุข ขอเน้นย้ำว่า แม้สายพันธุ์ดังกล่าวจะมีความสามารถในการหลบหลีกภูมิคุ้มกันบางส่วน แต่ยังไม่มีข้อมูลว่าทำให้ความรุนแรงของโรคเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม ควรปฏิบัติตามมาตรการป้องกันโรคอย่างเหมาะสม เช่น การล้างมือบ่อยๆ, การหลีกเลี่ยงสถานที่แออัด, สวมหน้ากากในพื้นที่เสี่ยง, ดูแลสุขภาพอย่างต่อเนื่อง และ หากมีอาการผิดปกติ เช่น ไข้ ไอ หรือหายใจลำบาก ขอให้รีบพบแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยและรักษาอย่างเหมาะสม 
ทั้งนี้ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์จะดำเนินการเฝ้าระวังสายพันธุ์ของเชื้อก่อโรคโควิด 19 อย่างต่อเนื่อง และรายงานข้อมูลตามหลักฐานทางวิชาการเพื่อประกอบการตัดสินใจด้านสาธารณสุขต่อไป

******29 มีนาคม 2569******

ข่าวประชาสัมพันธ์เกี่ยวข้อง

https://www.dmsc.moph.go.th/upload/nw/pictures/pic-202630031774836912833506565-7577.jpg
การสัมมนาฟื้นฟูและแลกเปลี่ยนเรียนรู้การประกันคุณภาพห้องปฏิบัติการด้วยการทดสอบความชำนาญ ครั้งที่ 3 ในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

นพ.สราวุฒิ บุญสุข อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เป็นประธานเปิดการสัมมนา ฟื้นฟูและแลกเปลี่ยนเรียนรู้การประกันคุณภาพห้องปฏิบัติการด้วยการทดสอบความชำนาญ ครั้งที่ 3 ในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือกล่าวรายงานโดย นพ.วัชรพงษ์ คำหล้า รองอธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ โดยมี พร้อมด้วย ดร.ฐิติวัสส์ สุวคนธ์ ผู้อำนวยการกองทดสอบความชำนาญ ผู้บริหารศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ วิทยากรผู้เชี่ยวชาญจากมหาวิทยาลัยมหิดล กรมควบคุมโรค กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ และผู้เข้าร่วมสัมมนาจากห้องปฏิบัติการโรงพยาบาลภาครัฐ และภาคเอกชนที่เป็นสมาชิกการทดสอบความชำนาญของกองทดสอบความชำนาญเข้าร่วมสัมมนา ณ โรงแรมเซ็นทารา จังหวัดอุบลราชธานี

อ่านต่อ expand_circle_right
https://www.dmsc.moph.go.th/upload/nw/pictures/pic-202626031774497033497042958-7547.jpg
กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ สร้างเสริมเครือข่ายยกระดับคุณภาพห้องปฏิบัติการรังสีวินิจฉัย เขตบริการสุขภาพที่ 13 กรุงเทพมหานคร

การจัดอบรมครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาส่งเสริมและสนับสนุนระบบคุณภาพและความปลอดภัยของห้องปฏิบัติการด้านการแพทย์และสาธารณสุข เพื่อยกระดับมาตรฐานการให้บริการแก่ประชาชนในด้านการวินิจฉัยทางรังสี ตลอดจนสร้างเครือข่ายห้องปฏิบัติการรังสีวินิจฉัย สร้างความร่วมมือการดำเนินงาน และจัดทำระบบคุณภาพมาตรฐานห้องปฏิบัติการรังสีวินิจฉัย โดยมีบุคลากรจากห้องปฏิบัติการรังสีวินิจฉัยของหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ในเขตสุขภาพที่ 13 กรุงเทพมหานคร และบุคลากรจากสำนักรังสีและเครื่องมือแพทย์เข้าร่วมอบรม ณ โรงแรมอมารีแอร์พอร์ต ดอนเมือง กรุงเทพมหานคร

อ่านต่อ expand_circle_right
https://www.dmsc.moph.go.th/upload/nw/pictures/pic-202625031774442468565477823-7545.jpg
กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ร่วมกับ 14 ประเทศสมาชิกเครือข่ายห้องปฏิบัติการสาธารณสุขระดับภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก (RPHL Network) จัดประชุมใหญ่ประจำปี เสริมสร้างความร่วมมือและพัฒนาขีดความสามารถด้านระบบห้องปฏิบัติการสาธารณสุข เพื่อตอบสนองภัยคุกคามด้านสุขภาพในระดับภูมิภาคและระดับโลก

กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ร่วมกับ 14 ประเทศสมาชิกเครือข่ายห้องปฏิบัติการสาธารณสุขระดับภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก (RPHL Network) จัดประชุมใหญ่ประจำปี เสริมสร้างความร่วมมือและพัฒนาขีดความสามารถด้านระบบห้องปฏิบัติการสาธารณสุข เพื่อตอบสนองภัยคุกคามด้านสุขภาพในระดับภูมิภาคและระดับโลก

อ่านต่อ expand_circle_right

แผนผังเว็บไซต์