กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เผยข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเชื้อก่อโรคโควิด 19 สายพันธุ์ BA.3.2 (หรือ Cicada) ยังไม่พบหลักฐานว่าทำให้เกิดอาการรุนแรงเพิ่มขึ้น

โดย : ฝ่ายประชาสัมพันธ์
679
29 มีนาคม 2569


ดร.นพ.สราวุฒิ บุญสุข อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เผยข้อเท็จจริงข้อมูลเกี่ยวกับเชื้อก่อโรคโควิด 19 สายพันธุ์ BA.3.2 ซึ่งเป็นสายพันธุ์ย่อยของโอมิครอน (Omicron) ที่พัฒนามาจากสายพันธุ์ BA.3 ซึ่ง สายพันธุ์ดังกล่าวได้รับการจัดประเภทเป็น“สายพันธุ์ที่ต้องจับตามอง (Variant Under Monitoring: VUMs)” โดยองค์การอนามัยโลก (WHO) เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2568 ที่ผ่านมา เนื่องจาก มีการเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรมจำนวนมาก และมีศักยภาพในการหลบหลีกภูมิคุ้มกัน 
จากข้อมูลทางวิชาการระบุว่าสายพันธุ์ BA.3.2 มีการกลายพันธุ์รวมมากกว่า 50 ตำแหน่งโดยเฉพาะบริเวณโปรตีนหนาม (Spike protein) ประมาณ 39 ตำแหน่ง ซึ่งเป็นส่วนสำคัญต่อการเข้าสู่เซลล์ของมนุษย์ นอกจากนี้ยังพบการขาดหายของสารพันธุกรรมบริเวณยีน ORF7a, ORF7b และ ORF8 จากการลบลำดับเบสขนาดประมาณ 871 เบส ซึ่งยีนดังกล่าวมีความเกี่ยวข้องกับการตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกัน และจากข้อมูลการเฝ้าระวังทั่วโลกของ WHO ระหว่างวันที่ 1 กุมภาพันธ์ ถึง 1 มีนาคม 2569 พบว่าสายพันธุ์ BA.3.2 มีสัดส่วนประมาณร้อยละ 5–8 ของสายพันธุ์ที่รายงานทั่วโลก ยังคงอยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับสายพันธุ์อื่นๆ และยังไม่ถือเป็นสายพันธุ์หลักที่ระบาดในปัจจุบัน โดยมีการตรวจพบในหลายประเทศ เช่น แอฟริกาใต้ ออสเตรเลีย สหรัฐอเมริกา และบางประเทศในยุโรป

 


ในด้านความรุนแรง ข้อมูลจากการศึกษาทางห้องปฏิบัติการยังไม่พบหลักฐานว่าทำให้เกิดอาการรุนแรงเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับสายพันธุ์โอมิครอนอื่น โดยพฤติกรรมการเพิ่มจำนวนของไวรัสและการแพร่กระจายระหว่างเซลล์อยู่ในระดับใกล้เคียงสายพันธุ์ที่หมุนเวียนอยู่ในปัจจุบัน
สำหรับประเทศไทย จากข้อมูลการเฝ้าระวังเชื้อก่อโรคโควิด 19 ด้วยการถอดรหัสพันธุกรรม (genomic surveillance) และการติดตามฐานข้อมูลสากล GISAID นั้น ยังไม่พบการรายงานสายพันธุ์ BA.3.2 ในประเทศ แต่ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังคงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

 


ดร.นพ.สราวุฒิ บุญสุข ขอเน้นย้ำว่า แม้สายพันธุ์ดังกล่าวจะมีความสามารถในการหลบหลีกภูมิคุ้มกันบางส่วน แต่ยังไม่มีข้อมูลว่าทำให้ความรุนแรงของโรคเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม ควรปฏิบัติตามมาตรการป้องกันโรคอย่างเหมาะสม เช่น การล้างมือบ่อยๆ, การหลีกเลี่ยงสถานที่แออัด, สวมหน้ากากในพื้นที่เสี่ยง, ดูแลสุขภาพอย่างต่อเนื่อง และ หากมีอาการผิดปกติ เช่น ไข้ ไอ หรือหายใจลำบาก ขอให้รีบพบแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยและรักษาอย่างเหมาะสม 
ทั้งนี้ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์จะดำเนินการเฝ้าระวังสายพันธุ์ของเชื้อก่อโรคโควิด 19 อย่างต่อเนื่อง และรายงานข้อมูลตามหลักฐานทางวิชาการเพื่อประกอบการตัดสินใจด้านสาธารณสุขต่อไป

******29 มีนาคม 2569******

ข่าวประชาสัมพันธ์เกี่ยวข้อง

https://www.dmsc.moph.go.th/upload/nw/pictures/pic-202621051779354700629842973-7813.jpg
กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ปั้น “พี่เลี้ยงด้านวิทยาศาสตร์การแพทย์ชุมชน” ทำหน้าที่ถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านสุขภาพ และดูแลความปลอดภัยให้กับประชาชนในพื้นที่

นพ.พิเชฐ บัญญัติ รองอธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เป็นประธานเปิดการอบรม “หลักสูตรพี่เลี้ยงด้านวิทยาศาสตร์การแพทย์ชุมชน (Community Medical Science Mentorship Program)” การอบรมครั้งนี้จัดขึ้นในรูปแบบการประชุมทางไกลผ่านระบบออนไลน์ (Zoom Meeting) และ Facebook Live โดยมีผู้บริหารกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ วิทยากร และผู้เข้าร่วมจากหลายภาคส่วน ได้แก่ บุคลากรสำนักงานสาธารณสุขอำเภอ โรงพยาบาล สถานีอนามัยเฉลิมพระเกียรติ 60 พรรษา นวมินทราชินี โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล รวมถึงบุคลากรจากกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาค จำนวนกว่า 1,000 คน

อ่านต่อ expand_circle_right
https://www.dmsc.moph.go.th/upload/nw/pictures/pic-202619051779180717921553458-7805.jpg
ความร่วมมือวิจัย "ตรวจคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนักระยะเริ่มต้นด้วยเทคโนโลยี DNA Methylation"

นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข พร้อมด้วย นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข เป็นสักขีพยานในพิธีลงนามความร่วมมือทางวิชาการ “โครงการวิจัยร่วมไทยด้านการตรวจคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนักระยะเริ่มต้นด้วยเทคโนโลยี DNA Methylation และนิเวศจุลชีพในลำไส้” (Thailand Joint Research Programme for DNA Methylation-Based Colorectal Cancer Early Screening and Intestinal Microecology) ณ ห้องประชุมชัยนาทนเรนทร สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข จังหวัดนนทบุรี เพื่อส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีด้านจีโนมิกส์ ตลอดจนแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านการตรวจคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนักระยะเริ่มต้น

อ่านต่อ expand_circle_right
https://www.dmsc.moph.go.th/upload/nw/pictures/pic-202614051778758837564688370-7763.jpg
กรมวิทย์ฯ จับมือพันธมิตรไทย-จีน วิจัยตรวจมะเร็งลำไส้ใหญ่ ด้วยเทคโนโลยี DNA ตรวจง่าย แม่นยำสูง

วันที่ 14 พฤษภาคม 2569 - นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข พร้อมด้วย นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข เป็นสักขีพยานในพิธีลงนามความร่วมมือทางวิชาการ “โครงการวิจัยร่วมไทยด้านการตรวจคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนักระยะเริ่มต้นด้วยเทคโนโลยี DNA Methylation และนิเวศจุลชีพในลำไส้” (Thailand Joint Research Programme for DNA Methylation-Based Colorectal Cancer Early Screening and Intestinal Microecology) ระหว่างกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ บริษัท บีจีไอ เฮลท์ (ฮ่องกง) จำกัด และบริษัท แบงคอกจีโนมิกส์อินโนเวชั่น จำกัด (มหาชน) ณ ห้องประชุมชัยนาทนเรนทร สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข จังหวัดนนทบุรี โดยมี ดร.นพ.สราวุฒิ บุญสุข อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ นายโหว หย่ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัทบีจีไอ จีโนมิกส์ และนายกรพจน์ อัศวินวิจิตร ประธานกรรมการบริหาร บริษัท แบงคอกจีโนมิกส์อินโนเวชั่น จำกัด (มหาชน) ร่วมลงนามบันทึกความร่วมมือทางวิชาการ เพื่อส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีด้านจีโนมิกส์ ตลอดจนแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านการตรวจคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนักระยะเริ่มต้น

อ่านต่อ expand_circle_right
https://www.dmsc.moph.go.th/upload/nw/pictures/pic-202608051778239015158605105-7721.jpg
กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เผยพบเชื้อแบคทีเรียดื้อยาคาร์บาพีเนม สูงเกินร้อยละ 70 เสี่ยงไม่มียารักษาในอนาคต ชูระบบสุขภาพ One Health เฝ้าระวังภาวะดื้อยาทั้งระบบ และเตือนประชาชนใช้ยาปฏิชีวนะตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด

กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เปิดเผยสถานการณ์เชื้อดื้อยาต้านจุลชีพของประเทศไทยจากข้อมูลเฝ้าระวังย้อนหลัง 10 ปี พบแนวโน้มการดื้อยาของเชื้อแบคทีเรียสำคัญเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะเชื้อ Acinetobacter calcoaceticus-baumannii complex (อะซินีโตแบคเตอร์ แคลโคอะซีติคัส-เบามันนีไอ คอมเพล็กซ์) ซึ่งเป็นเชื้อแบคทีเรียก่อโรคติดเชื้อในโรงพยาบาลที่รุนแรง มีอัตราการดื้อยาปฏิชีวนะกลุ่ม carbapenem (คาร์บาพีเนม) ซึ่งเป็นยาต้านจุลชีพทางเลือกสุดท้าย สูงกว่าร้อยละ 70 สะท้อนความรุนแรงของปัญหาเชื้อดื้อยาที่ส่งผลกระทบต่อระบบสาธารณสุขและทางเลือกในการรักษาผู้ป่วย เตือนประชาชนใช้ยาปฏิชีวนะตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด เพื่อชะลอการดื้อยาในอนาคต

อ่านต่อ expand_circle_right

แผนผังเว็บไซต์