กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ตรวจยืนยันคุณภาพนมโคของไทย ปลอดภัยและมีคุณภาพมาตรฐานตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข

โดย : ฝ่ายประชาสัมพันธ์
1,194
15 พฤศจิกายน 2568

ดร.นพ.สราวุฒิ บุญสุข อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กล่าวว่า กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เฝ้าระวังตรวจติดตามคุณภาพนมโคของไทยมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อยืนยันความปลอดภัยและคุณภาพมาตรฐานตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข พบว่า “นมโคของไทยมีคุณภาพผ่านตามเกณฑ์มาตรฐาน” โดยในปีงบประมาณ 2566-2568 สำนักคุณภาพและความปลอดภัยอาหาร ตรวจวิเคราะห์คุณภาพทั้งทางเคมีและจุลชีววิทยาของนมพาสเจอร์ไรส์ และยูเอชที ที่จำหน่ายทั่วไปในท้องตลาดตามแผนเฝ้าระวังควบคุมคุณภาพมาตรฐานของนม ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา และกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เพื่อควบคุมดูแลคุณภาพมาตรฐานของนมระหว่างการวางจำหน่าย ให้กับผู้บริโภค จำนวนทั้งสิ้น 65 ตัวอย่าง พบว่าทุกตัวอย่างผ่านเกณฑ์มาตรฐานตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 350) พ.ศ. 2556 เรื่อง นมโค ซึ่งกำหนดให้น้ำนมโคที่ได้จากการนำน้ำนมโคดิบมาผ่านกรรมวิธีฆ่าเชื้อ โดยการให้ความร้อนทั้งวิธีพาสเจอร์ไรส์ และยูเอชที ต้องปราศจากจุลินทรีย์ที่ทำให้เกิดโรค และมีปริมาณองค์ประกอบของนมในหน่วยร้อยละของน้ำหนัก ได้แก่ ไขมัน ไม่น้อยกว่า 3.2, เนื้อนมไม่รวมไขมัน ไม่น้อยกว่า 8.25 และโปรตีน ไม่น้อยกว่า 2.8  รวมถึงการตรวจวิเคราะห์รายการทดสอบอื่นๆ เพิ่มเติม โดยตรวจไม่พบ สารเคมีกำจัดศัตรูพืช (Aldrin and Dieldrin, Chlordane, DDT, Endrin, Heptachlor) และสารปฏิชีวนะ (กลุ่ม Penicillin, Tetracycline)  ส่วนปริมาณ แอฟลาทอกซิน เอ็ม 1 (Aflatoxin M1) ผ่านตามเกณฑ์มาตรฐานตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 414)  พ.ศ. 2563 เรื่อง มาตรฐานอาหารที่มีสารปนเปื้อน ซึ่งกำหนดให้มีปริมาณแอฟลาทอกซินเอ็ม 1 สูงสุดได้ไม่เกิน 0.5 ไมโครกรัมต่อกิโลกรัม ทั้งนี้ สำนักคุณภาพและความปลอดภัยอาหาร ได้รับการยอมรับเป็นหน่วยงานหลักในการให้บริการตรวจวิเคราะห์ทางห้องปฏิบัติการด้านอาหารของประเทศที่ได้รับการรับรองความสามารถตามมาตรฐานสากล ISO/IEC 17025:2017

        ดังนั้น นมโคของไทยจึงปลอดภัย มีคุณค่าทางโภชนาการ มีสารอาหารครบถ้วน ไม่มีสารปนเปื้อนที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ สามารถบริโภคได้อย่างมั่นใจ โดยผู้บริโภคควรตรวจสอบความสมบูรณ์ของบรรจุภัณฑ์ ต้องไม่รั่วซึม ไม่บวม ไม่บุบ ไม่มีรอยฉีกขาด ไม่มีรอยรั่วบริเวณที่เจาะหลอด และพิจารณาฉลากที่แสดงข้างบรรจุภัณฑ์ก่อนการเลือกซื้อทุกครั้ง  ซึ่งจะระบุ ชนิดนม ส่วนประกอบ ผู้ผลิต เลขสารบบอาหาร ฉลากโภชนาการ เพื่อตรวจสอบให้ปลอดภัย มีคุณภาพตรงกับความต้องการบริโภค และมีประโยชน์เหมาะสมกับตนเองอย่างแท้จริง
       นอกจากนี้ในกรณีสงสัยว่าเป็นนมจากโคจริงหรือไม่ สามารถส่งตรวจเอกลักษณ์ความเป็นนมโคได้ด้วยการตรวจดีเอ็นเอของสัตว์ที่สงสัยประกอบกับสัตว์ที่ระบุในฉลาก ซึ่งปัจจุบันสำนักคุณภาพและความปลอดภัยอาหาร สามารถตรวจสอบดีเอ็นเอของโค แพะ แกะ ม้า ในอาหารด้วยวิธี Real-Time PCR โดยส่งตัวอย่างตรวจวิเคราะห์ได้ที่ศูนย์รวมบริการ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ และศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ทั่วประเทศ สอบถามรายละเอียดการส่งตัวอย่าง โทร. 0 2951 0000 หรือ 0 2589 9850-7 ต่อ 98150, 98152, 99968 มือถือ 0 98915 6809” ดร.นพ.สราวุฒิ กล่าว

***** 14 พฤศจิกายน 2568 *****

ข่าวประชาสัมพันธ์เกี่ยวข้อง

https://www.dmsc.moph.go.th/upload/nw/pictures/pic-202604111793775785162321256-8341.jpg
INFOGRAPHIC : กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ให้บริการตรวจเชื้อ Listeria monocytogenes ในอาหาร

กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ให้บริการตรวจวิเคราะห์เชื้อแบคทีเรีย Listeria monocytogenes ในอาหาร ซึ่งเป็นเชื้อก่อโรคที่สามารถเจริญเติบโตได้แม้อยู่ในตู้เย็น การแช่เย็นไม่สามารถยับยั้งเชื้อนี้ได้ทั้งหมด และอาจก่อให้เกิดโรคลิสเทอริโอซิส (Listeriosis) โดยเฉพาะในหญิงตั้งครรภ์ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อทารกในครรภ์ ผู้สูงอายุ และผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ พร้อมแนะผู้บริโภคเลือกซื้อ ปรุง และเก็บรักษาอาหารอย่างถูกสุขลักษณะ แยกอาหารดิบออกจากอาหารพร้อมบริโภค เพื่อลดความเสี่ยงจากการปนเปื้อนเชื้อก่อโรค

อ่านต่อ expand_circle_right
https://www.dmsc.moph.go.th/upload/nw/pictures/pic-732911597.jpg
กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ให้บริการตรวจเชื้อลิสเทอเรียในอาหาร เตือนเชื้อนี้เจริญเติบโตได้แม้อยู่ในตู้เย็น แนะเก็บแยกอาหารดิบออกจากอาหารพร้อมบริโภค ลดความเสี่ยงจากการปนเปื้อนเชื้อก่อโรค

กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ให้บริการตรวจวิเคราะห์เชื้อแบคทีเรีย Listeria monocytogenes ในอาหาร ซึ่งเป็นเชื้อก่อโรคที่สามารถเจริญเติบโตได้แม้อยู่ในตู้เย็น การแช่เย็นไม่สามารถยับยั้งเชื้อนี้ได้ทั้งหมด และอาจก่อให้เกิดโรคลิสเทอริโอซิส (Listeriosis) โดยเฉพาะในหญิงตั้งครรภ์ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อทารกในครรภ์ ผู้สูงอายุ และผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ พร้อมแนะผู้บริโภคเลือกซื้อ ปรุง และเก็บรักษาอาหารอย่างถูกสุขลักษณะ แยกอาหารดิบออกจากอาหารพร้อมบริโภค เพื่อลดความเสี่ยงจากการปนเปื้อนเชื้อก่อโรค

อ่านต่อ expand_circle_right
https://www.dmsc.moph.go.th/upload/nw/pictures/pic-415055800.jpg
กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ แนะผู้ประกอบการนำรายงานผลการทดสอบไปใช้อ้างอิงอย่างถูกต้อง ห้ามนำรายงานผลการทดสอบไปใช้อ้างอิงเกินจริง ย้ำใบรายงานผลทดสอบไม่ใช่ใบรับรองผลิตภัณฑ์

กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข แนะผู้ประกอบการนำรายงานผลการทดสอบไปใช้อ้างอิงและประชาสัมพันธ์อย่างถูกต้อง หลังพบการนำผลทดสอบไปเผยแพร่คลาดเคลื่อนจากข้อเท็จจริง ย้ำใบรายงานผลการทดสอบแต่ละฉบับรับรองผลเฉพาะตัวอย่างที่ได้รับเท่านั้น ไม่ใช่การรับรองผลิตภัณฑ์ ต้องไม่กล่าวอ้างเกินขอบเขตการทดสอบ หรือทำให้ประชาชนเข้าใจผิด เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและคุ้มครองผู้บริโภค

อ่านต่อ expand_circle_right
https://www.dmsc.moph.go.th/upload/nw/pictures/pic-789496760.jpg
กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ชู 5 นโยบายปี 2570 ยกระดับสุขภาพประชาชน ลดค่าใช้จ่ายระบบสาธารณสุข

กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข มุ่งใช้ศักยภาพด้านวิทยาศาสตร์การแพทย์เป็นกลไกสำคัญในการสนับสนุนระบบสาธารณสุขของประเทศ ผ่าน 5 นโยบายสำคัญในปีงบประมาณ 2570 ยกระดับการป้องกันโรคและคุณภาพบริการสุขภาพ ตั้งแต่การตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก ตรวจคัดกรองโรคแม่และเด็ก ไปจนถึงการจัดทำแนวทางการตรวจทางห้องปฏิบัติการ ทั้งการตรวจห้องปฏิบัติการทางการแพทย์และรังสีวินิจฉัยอย่างสมเหตุผล ตลอดจนสนับสนุนการป้องกันและควบคุมการติดเชื้อในโรงพยาบาล เพื่อให้ประชาชนได้รับบริการที่มีคุณภาพ ปลอดภัย ควบคู่กับการใช้ทรัพยากรด้านสุขภาพอย่างคุ้มค่าและยั่งยืน

อ่านต่อ expand_circle_right
https://www.dmsc.moph.go.th/upload/nw/pictures/pic-163174526.jpg
กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ พร้อมตรวจ “กาฬโรค” รู้ผลใน 24 ชั่วโมง ย้ำยึดหลักตามมาตรฐานความปลอดภัยชีวนิรภัยระดับ 3

กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ในฐานะห้องปฏิบัติการอ้างอิงของประเทศ มีความพร้อมและศักยภาพด้านความปลอดภัยทางชีวภาพระดับ 3 (Biosafety Level 3: BSL-3) รองรับการตรวจวินิจฉัยเชื้อก่อโรคกาฬโรคได้อย่างรวดเร็ว ถูกต้อง และปลอดภัย เพื่อสนับสนุนการเฝ้าระวัง ป้องกัน และควบคุมโรคของประเทศ ย้ำกาฬโรคเป็นโรคติดเชื้อที่มีความรุนแรง การเก็บและนำส่งตัวอย่าง รวมถึงการตรวจวินิจฉัยทางห้องปฏิบัติการ จึงต้องดำเนินการอย่างถูกต้องและปลอดภัย

อ่านต่อ expand_circle_right

แผนผังเว็บไซต์