กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ร่วมกับ มหาวิทยาลัยโตเกียว วิจัยพบว่าความแตกต่างของสายพันธุ์เชื้อวัณโรค ในไทยส่งผลต่อการควบคุม

โดย : กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข
1,432
21 กันยายน 2560


         กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ร่วมกับ มหาวิทยาลัยโตเกียว ศึกษาวิจัยพบว่าประเทศไทยมีผู้ป่วยจากเชื้อวัณโรคหลากหลายสายพันธุ์ แต่ละสายมีปฏิสัมพันธ์กับระบบภูมิคุ้มกันของคนไม่เหมือนกัน อาจควบคุมวัณโรคได้ยากกว่าประเทศอื่น ที่มักพบผู้ป่วยวัณโรคจากเชื้อเพียงสายพันธุ์เดียว 

นายแพทย์สุขุม กาญจนพิมาย อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เปิดเผยว่า เว็บไซต์ www.genomeweb.com ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นเว็บไซต์ที่นำเสนอผลงานวิจัยและวิชาการทางด้านการแพทย์และสาธารณสุขจากประเทศต่างๆ ทั่วโลก ได้เผยแพร่ผลงานการศึกษาวิจัยด้านวัณโรค ซึ่งเป็นโครงการความร่วมมือระหว่างนักวิจัยของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์และมหาวิทยาลัยโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น โดยระบุว่า ในประเทศไทยมีเชื้อวัณโรคที่พบบ่อยสองสายพันธุ์  ได้แก่ สายพันธุ์ปักกิ่ง และสายพันธุ์แอฟริกาตะวันออกและอินเดีย ซึ่งสายพันธุ์ปักกิ่งมักพบได้ในผู้ป่วยวัยทำงาน ส่วนสายพันธุ์แอฟริกาตะวันออกและอินเดีย มักพบได้บ่อยในผู้สูงอายุ การศึกษาทางระบาดวิทยาพันธุศาสตร์ ทำให้ทราบว่าผู้ป่วยวัณโรคที่ติดเชื้อวัณโรคคนละสายพันธุ์  มีความเสี่ยงไม่เหมือนกัน กล่าวคือ ผู้ป่วยจากเชื้อวัณโรคสายพันธุ์ปักกิ่ง มักมียีน HLA-DRB1*09:01 ซึ่งเป็นยีนที่พบได้บ่อยในคนเอเชียและทำหน้าที่ในการสร้างภูมิคุ้มกันต่อเชื้อแบคทีเรีย ในขณะที่ผู้ที่ป่วยจากเชื้อวัณโรคสายพันธุ์แอฟริกาตะวันออกและอินเดีย มักจะพบยีน CD53 ทำงานไม่เหมือนกับคนปกติ ซึ่งแสดงว่าเชื้อวัณโรคทั้งสองสายพันธุ์มีกลไกในการก่อโรคที่แตกต่างกัน  ทำให้คนที่ป่วยเป็นวัณโรคจากเชื้อสายพันธุ์หนึ่งและรักษาจนหายแล้ว ยังมีโอกาสป่วยเป็นวัณโรคซ้ำจากเชื้อสายพันธุ์อื่นได้อีก สำหรับประเทศไทยและประเทศแถบอาเซียน พบผู้ป่วยจากเชื้อวัณโรคหลากหลาย สายพันธุ์ ทำให้ควบคุมโรคได้ยากกว่าประเทศอื่นที่มักพบผู้ป่วยวัณโรคจากเชื้อเพียงสายพันธุ์เดียว 

  นายแพทย์สุขุม กล่าวเพิ่มเติมว่า ความหลากหลายทางสายพันธุ์ของเชื้อวัณโรคที่ระบาดในประเทศไทย ทำให้การควบคุมวัณโรคยากลำบากกว่าประเทศอื่น โดยการยุติวัณโรคในประเทศที่มีเชื้อวัณโรคหลากหลายสายพันธุ์ เช่น ในประเทศสหรัฐอเมริกา จำเป็นต้องใช้มาตรการเชิงรุก ได้แก่ การค้นหาผู้ป่วยวัณโรคตั้งแต่ยังไม่มีอาการ การคัดกรองผู้สัมผัสโรคอย่างเป็นระบบ และรักษาวัณโรคแฝงในเด็ก ซึ่งเป็นมาตรการคัดกรองโรคที่มีประสิทธิภาพและเป็นตัวชี้วัดสำคัญ สำหรับกลยุทธ์ยุติวัณโรค ขององค์การอนามัยโลก ซึ่งประเทศไทยจะต้องรายงานตัวชี้วัดนี้ทุกปี ดังนั้นการค้นหาและตรวจพบผู้ป่วยที่แพร่เชื้อได้ ตั้งแต่ยังไม่มีอาการจะช่วยลดการแพร่เชื้อวัณโรคได้ทุกสายพันธุ์และลดอัตราการเสียชีวิตของผู้ป่วยวัณโรคลงได้อย่างมีประสิทธิภาพ


“ที่ผ่านมากรมวิทยาศาสตร์การแพทย์มีความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยโตเกียวในการวิจัยด้านวัณโรคและได้รับการสนับสนุนการวิจัยจาก Japan International Cooperation Agency (JICA) ประเทศไทย และ Japan Agency  for Medical Research and Development (AMED) จนได้พัฒนานวัตกรรมใหม่ที่สามารถนำมาใช้ประกอบการวินิจฉัยและรักษาวัณโรค ประกอบไปด้วย การตรวจเลือดเพื่อประเมินการแสดงออกของยีนที่ช่วยในการวินิจฉัยการติดเชื้อวัณโรค การถอดรหัสพันธุกรรมของเชื้อวัณโรคเพื่อการประเมินภาวะดื้อต่อยาต้านวัณโรค วิธีตรวจระดับยาต้านวัณโรคเพื่อประเมินขนาดยาต้านวัณโรคให้เหมาะสม และการตรวจพันธุกรรม เพื่อปรับขนาดยาต้านวัณโรคให้เหมาะสมกับลักษณะพันธุกรรมทำให้การวินิจฉัยโรคได้รวดเร็วขึ้น สามารถเลือกใช้ยาและปรับขนาดยาต้านวัณโรคให้เหมาะสม ส่งผลให้ประสิทธิภาพการรักษาดีขึ้นและลดการเกิดผลข้างเคียงจากยาต้านวัณโรค” นายแพทย์สุขุม กล่าว


ข่าวประชาสัมพันธ์เกี่ยวข้อง

https://www.dmsc.moph.go.th/upload/nw/pictures/pic-202611091789092425354666245-8225.jpg
สาธารณสุขมอบรางวัล Lab Cost Efficiency Excellence Award ภายในปี 2569 ลดค่าใช้จ่ายด้านวิทยาศาสตร์การแพทย์ ได้ถึง 658 ล้านบาท พร้อมชู 10 โรงพยาบาลต้นแบบ บริหารค่าแล็บคุ้มค่า

กระทรวงสาธารณสุขมอบรางวัล Lab Cost Efficiency Excellence Award เชิดชู 10 โรงพยาบาลต้นแบบที่มีผลการดำเนินงานดีเด่นระดับประเทศ ในการบริหารจัดการค่าใช้จ่ายด้านการตรวจทางห้องปฏิบัติการอย่างมีประสิทธิภาพ ผ่าน 3 กลไกสำคัญ ได้แก่ การตรวจอย่างสมเหตุผล ตรวจที่จำเป็นและเหมาะสม และการจัดซื้อในราคาที่เหมาะสม เพื่อให้ประชาชนได้รับการตรวจวินิจฉัยที่มีมาตรฐาน ระบบสุขภาพสามารถใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน

อ่านต่อ expand_circle_right
https://www.dmsc.moph.go.th/upload/nw/pictures/pic-202631081788165046699687395-8219.jpg
กรมวิทย์ฯ ยกระดับมาตรฐานโรงแรม 3 จังหวัดอันดามัน มอบประกาศนียบัตร 109 แห่ง ขับเคลื่อน โรงแรมสะอาด ปลอดภัย ได้มาตรฐาน ด้วย 3 C สร้างความเชื่อมั่นนักท่องเที่ยว

กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข จัดอบรมถ่ายทอดองค์ความรู้และมอบประกาศนียบัตร ตามโครงการ “โรงแรมสะอาด ปลอดภัย ได้มาตรฐาน เพื่อสนับสนุนการท่องเที่ยวของประเทศไทย” ภายใต้ 3C : Clean Bed, Clean Air, Clean Food ในพื้นที่จังหวัดภูเก็ต กระบี่ และพังงา ประจำปี พ.ศ. 2569 พร้อมมอบประกาศนียบัตร ตราสัญลักษณ์ DMSc Certified แก่โรงแรมที่ผ่านการดำเนินงานตามโครงการ จำนวน 109 แห่ง มุ่งยกระดับความปลอดภัยด้านสุขอนามัย สร้างความเชื่อมั่นแก่นักท่องเที่ยว และสนับสนุนการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ควบคู่การขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ

อ่านต่อ expand_circle_right

แผนผังเว็บไซต์