ณ UN City กรุงโคเปนเฮเกน | 15–17 กันยายน 2569 — กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุขเดินหน้าขยายความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์การแพทย์และนวัตกรรมสุขภาพระดับนานาชาติ ร่วมกับสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงโคเปนเฮเกน องค์การอนามัยโลก (WHO) ตลอดจนหน่วยงานและเครือข่ายด้านสุขภาพของเดนมาร์ก เพื่อวางรากฐานความร่วมมือระยะยาวด้าน Advanced Medical Innovation, Healthy Longevity และ Health Economy ภายใต้แนวคิด "Knowledge Exchange, Stronger Networks, Healthier Future" จากกรอบแนวคิด "Synergies between Diplomacy, Innovation, Industry — Bridging Innovation for Healthy Longevity"
ทั้งนี้ได้รับเกียรติจาก Dr. Corinne Capuano Director of Programme Management, WHO Regional Office for Europe กล่าวต้อนรับ และ H.E. Mrs.Suphanvasa Chotikajan Tang เอกอัครราชทูตไทยประจำเดนมาร์ก กล่าวเปิดงาน จากนั้นคณะกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ นำโดย ดร.นพ.สราวุฒิ บุญสุข อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ขึ้นกล่าวปาฐกถาพิเศษ (keynote speaker) ในหัวข้อ "From Lab to Life: Sciences for Healthy Longevity" เพื่อขับเคลื่อนงานของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์และกระทรวงสาธารณสุขในการให้ประชาชนมีสุขภาพดีและมีชีวิตยืนยาว โดยนำเสนอผลงานด้าน ATMPs สมุนไพรไทย และเครื่องสำอาง พร้อมแสวงหาความร่วมมือด้านการวิจัยและนักลงทุนร่วมกับภาคีนานาชาติ ก่อนต่อยอดสู่การหารือกับเครือข่ายภาครัฐ–เอกชนของเดนมาร์ก เพื่อศึกษากลไกการพัฒนาระบบสุขภาพและนวัตกรรมที่เชื่อมโยงภาครัฐ ภาควิชาการ และภาคธุรกิจเข้าด้วยกัน


ผลลัพธ์การจัดงานสะท้อนว่าข้อจำกัดด้านเงินทุนสำหรับการทดสอบทางคลินิกในประชากรกลุ่มใหญ่ยังเป็นคอขวดหลักของงานวิจัยสุขภาพทั่วโลก ทางออกหนึ่งคือการเร่งใช้ Biomarkers ที่แม่นยำเพื่อร่นระยะเวลาการทดสอบ โดยเฉพาะงานวิจัยด้าน Longevity ขณะที่ไทยมีจุดแข็งจากภาคเกษตรที่สามารถแปรรูปผลพลอยได้ เช่น ชานอ้อยและมันสำปะหลัง ให้เป็นสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพป้อนอุตสาหกรรมยาได้

ด้านการลงทุน ไทยมีเครื่องมือรองรับที่เป็นรูปธรรมทั้งสิทธิประโยชน์จาก BOI และพื้นที่ EEC พร้อมต้นแบบความร่วมมือรัฐ–เอกชนอย่าง Novo Nordisk กับโรงพยาบาลภาครัฐ ในการวิจัยโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง และมีศักยภาพเป็น ประตูสู่อาเซียน ตลาดกว่า 600 ล้านคน สิ่งที่ต้องเร่งพัฒนาคือความชัดเจนด้านกฎระเบียบและระบบข้อมูลสุขภาพ โดยที่ประชุมเสนอให้จัดตั้ง Regulatory Sandbox ข้ามพรมแดนร่วมกับ SME และภาคอุตสาหกรรมต่างชาติ พร้อมผลักดันไทยสู่การเป็น Wellness Destination ต่อยอดจากความสำเร็จของ Global Wellness Summit ที่ภูเก็ต
ในโอกาสนี้ คณะผู้แทนไทยยังได้นำ ผลิตภัณฑ์สมุนไพรไทย อาหารปลอดภัย และการนวดไทย มาจัดแสดงร่วมในกิจกรรม เพื่อถ่ายทอดอัตลักษณ์ด้านการแพทย์เชิงป้องกันและวิถีสุขภาพดีแบบไทยสู่สายตานานาชาติ สอดคล้องกับแนวทาง Preventative Medicine และการใช้อาหารที่มีสารออกฤทธิ์ทางยา เช่น ขมิ้นชันและข่า ซึ่งเป็นทุนทางวัฒนธรรมที่ช่วยเสริมภาพลักษณ์ไทยในฐานะศูนย์กลางสุขภาวะของภูมิภาค

จาก "สุขภาพ" สู่ "เศรษฐกิจสุขภาพแห่งอนาคต" หัวใจสำคัญของความร่วมมือครั้งนี้คือการมองสุขภาพในมิติใหม่ ไม่เพียงการรักษาโรค แต่ครอบคลุมตั้งแต่การป้องกันโรค การตรวจวินิจฉัยที่แม่นยำ การแพทย์เฉพาะบุคคล เทคโนโลยีชีวภาพและการแพทย์ดิจิทัล ไปจนถึงการส่งเสริม Healthy Longevity หรือการมีชีวิตยืนยาวอย่างมีสุขภาวะ
******16 กันยายน 2569******