เด็กไทยเกิดใหม่ทุกคน รู้ผลธาลัสซีเมีย ด้วยเทคโนโลยีขั้นสูง รู้เร็ว รักษาเร็ว ลดความรุนแรง มุ่งสู่คนไทยรุ่นใหม่ปลอดโรคธาลัสซีเมีย

โดย : ฝ่ายประชาสัมพันธ์
28
22 กรกฎาคม 2569

กระทรวงสาธารณสุข โดย กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ มูลนิธิโรคโลหิตจางธาลัสซีเมียแห่งประเทศไทย และ ภาคีเครือข่าย ร่วมกันขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ “ประชากรรุ่นใหม่ปลอดโรคธาลัสซีเมีย” โดยมุ่งเน้นการใช้เทคโนโลยีห้องปฏิบัติการขั้นสูง ตรวจวินิจฉัยโรคให้มีความแม่นยำสูงสุด สามารถระบุพาหะและตัวแปรพันธุกรรมที่ซับซ้อนเพื่อการรักษาได้อย่างตรงจุดแม่นยำนำเข้าสู่ระบบบริการและผลักดันให้เป็นสิทธิประโยชน์เพื่อให้ทุกคนเข้าถึงได้ พร้อมเร่งยกระดับห้องปฏิบัติการเครือข่ายทั่วประเทศให้มีคุณภาพมาตรฐานและจัดทำฐานข้อมูลระดับประเทศ เพื่อใช้สนับสนุนการวางนโยบายเพื่อการป้องกันและควบคุมโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน
วันนี้ (22 กรกฎาคม 2569) ที่โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น กรุงเทพมหานคร นายอาทิตย์ หมีทอง เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธานเปิดการประชุมสัมมนาวิชาการธาลัสซีเมียแห่งชาติ ครั้งที่ 27 ประจำปี 2569 ภายใต้แนวคิด“Thalassemia-Free Generations Through Advanced Laboratory Technologies : หยุดยั้งธาลัสซีเมีย ส่งต่ออนาคตไทย ด้วยเทคโนโลยีห้องปฏิบัติการขั้นสูง” พร้อมมอบโล่เกียรติคุณแก่บุคคลและองค์กรที่มีผลการดำเนินงานธาลัสซีเมียดีเด่นระดับประเทศ โดยมี ดร.นพ.สราวุฒิ บุญสุข อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ศ.นพ.สุทัศน์ ฟู่เจริญ ประธานมูลนิธิโรคโลหิตจางธาลัสซีเมียแห่งประเทศไทย ผู้บริหาร ผู้เชี่ยวชาญ นักวิชาการ วิทยากรชาวไทยและต่างประเทศ แพทย์ พยาบาล นักเทคนิคการแพทย์ นักวิทยาศาสตร์การแพทย์และผู้ปฏิบัติงานจากทั่วประเทศ เข้าร่วมกว่า 500 คน 
ในงานมีปาฐกถาเกียรติยศเพื่อเชิดชูเกียรติ ศ.เกียรติคุณ พญ.คุณหญิงสุดสาคร ตู้จินดา การบรรยายพิเศษจากวิทยากรต่างประเทศจากจีนและอินเดีย รวมถึงการเสวนาและสัมมนาวิชาการหัวข้อสำคัญ อาทิ Gene Therapy, Advanced Laboratory Technologies for Diagnosis และ Preimplantation Genetic Testing ซึ่งล้วนสะท้อนความมุ่งมั่นของกระทรวงสาธารณสุขในการขับเคลื่อนงานป้องกันและควบคุมโรคธาลัสซีเมียอย่างเป็นระบบและยั่งยืน

นายอาทิตย์ หมีทอง เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า โรคโลหิตจางธาลัสซีเมียเป็นโรคที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรมทำให้เกิดภาวะโลหิตจางตั้งแต่กำเนิดและต้องได้รับการรักษาต่อเนื่องขึ้นอยู่กับระดับความรุนแรงบางรายจำเป็นต้องได้รับเลือดเป็นประจำตลอดชีวิต หรือได้รับการรักษาทางเลือกอื่น เช่น การปลูกถ่ายไขกระดูกเป็นต้น ประเทศไทยค้นพบโรคธาลัสซีเมียมายาวนานกว่า 70 ปี ปัจจุบันมีผู้ที่เป็นพาหะสูงถึงร้อยละ 30-40 หรือประมาณ 18-24 ล้านคน พบเด็กเกิดใหม่ที่มีความเสี่ยงเป็นโรคปีละประมาณ 12,000 รายหรือร้อยละ 1 นับว่าเป็นอุบัติการณ์ที่ค่อนข้างสูงส่งผลต่อคุณภาพชีวิตและสร้างภาระงบประมาณในการดูแลรักษากว่า  6,000 ล้านบาทต่อปี กระทรวงสาธารณสุขได้ให้ความสำคัญและมีนโยบายในการดำเนินงานในหลายระดับ ตั้งแต่การให้ความรู้แก่ประชาชน การให้คำปรึกษาทางพันธุกรรม การตรวจวินิจฉัยทารกในครรภ์ก่อนคลอด การตรวจวินิจฉัยเพื่อคัดกรองและค้นหาพาหะและผู้ป่วยธาลัสซีเมียอย่างรวดเร็วแม่นยำ ดังนั้นการใช้เทคโนโลยีห้องปฏิบัติการขั้นสูงจึงมีความสำคัญการพัฒนาเครือข่ายห้องปฏิบัติการเพื่อควบคุมและป้องกันโรคธาลัสซีเมียที่รวดเร็ว ครบวงจร สามารถดูแลรักษาผู้ป่วยให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี และลดจำนวนเด็กเกิดใหม่ที่เป็นโรคได้ในที่สุด
นายอาทิตย์ กล่าวต่อว่า กระทรวงสาธารณสุข โดย กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมสัมมนาวิชาการธาลัสซีเมียแห่งชาติ ในครั้งนี้ จึงเป็นโอกาสดีที่ผู้ทรงคุณวุฒิ นักวิจัย แพทย์ และผู้เชี่ยวชาญด้านธาลัสซีเมียทั้งใน และต่างประเทศ มาร่วมถ่ายทอดองค์ความรู้ แลกเปลี่ยนประสบการณ์ รวมถึงนำเสนอความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยีห้องปฏิบัติการ และร่วมกันขับเคลื่อนทางยุทธศาสตร์ในการเปลี่ยนผ่านจากการวินิจฉัยพื้นฐานไปสู่การใช้เทคโนโลยีทางห้องปฏิบัติการขั้นสูง สนับสนุนการวินิจฉัยโรคให้มีความแม่นยำสูงสุด เพื่อให้บรรลุเป้าหมายประชากรรุ่นใหม่ ปลอดโรคธาลัสซีเมีย

 

 ดร.นพ.สราวุฒิ บุญสุข อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ มีความพร้อมในด้านเทคโนโลยีที่ทันสมัย พร้อมรับนโยบาย “เด็กไทยเกิดใหม่ทุกคนรู้ผลธาลัสซีเมียด้วยเทคโนโลยีขั้นสูง” โดยมีการขับเคลื่อนงานนี้มามากว่า 40 ปี และได้ร่วมมือกับภาคีเครือข่ายที่จะนำพาประเทศไทยสู่การยุติวงจรของโรคนี้อย่างยั่งยืน เพื่อให้บรรลุเป้าหมายประชากรรุ่นใหม่ปลอดโรคธาลัสซีเมีย ทั้งนี้ การประชุมได้มุ่งเน้นการดำเนินงานให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมใน 3 ประการสำคัญ ได้แก่
 1. บูรณาการขับเคลื่อนการนำเทคโนโลยีขั้นสูง เข้าสู่ระบบบริการตรวจคัดกรองโรคในทารกแรกเกิด Newborn Screening(NBS) เพื่อคัดกรองโรคทางพันธุกรรมและโรคอื่นๆ ที่เป็นสาเหตุของภาวะสติปัญญาบกพร่อง ความพิการและการเสียชีวิตในวัยทารกหรือวัยเด็ก โดยใช้กระดาษซับเลือดแห้ง Dried Blood Spot (DBS) ที่เจาะเก็บเลือดจากทารกอายุ 48-72 ชั่วโมงการตรวจคัดกรองโรคธาลัสซีเมียได้ตั้งแต่แรกเกิด จะช่วยให้แพทย์สามารถวินิจฉัยและรักษาภาวะซีดรุนแรงได้อย่างรวดเร็ว ป้องกันภาวะแทรกซ้อนอันตรายถึงชีวิตและวางแผนครอบครัวในอนาคตได้
 2. ยกระดับเครือข่ายห้องปฏิบัติการทั่วประเทศ ให้มีมาตรฐาน พัฒนาขีดความสามารถของบุคลากรให้มีความรู้ความเชี่ยวชาญการใช้เทคโนโลยีขั้นสูง เพิ่มประสิทธิภาพการตรวจวิเคราะห์ทางห้องปฏิบัติการ
 3. บูรณาการสร้างฐานข้อมูลระดับประเทศ (National Data) เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานในเชิงนโยบายกำหนดยุทธศาสตร์ในการควบคุมป้องกันโรคธาลัสซีเมียสำหรับประเทศไทย
“กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ขอยืนยันในเจตนารมณ์อันแน่วแน่ที่จะระดมสรรพกำลังและขีดความสามารถร่วมกับภาคีเครือข่าย เพื่อนำพาประเทศไทยไปสู่เป้าหมาย “เจเนอเรชันที่ปลอดธาลัสซีเมีย” และขอขอบคุณหน่วยงานภาคีเครือข่าย คณะผู้เชี่ยวชาญทุกท่านที่ร่วมสนับสนุนภารกิจในครั้งนี้ เพื่ออนาคตของเด็กไทยที่จะเติบโตอย่างแข็งแรงและมีคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืน” ดร.นพ.สราวุฒิ กล่าวทิ้งท้าย

 

ข่าวประชาสัมพันธ์เกี่ยวข้อง

https://www.dmsc.moph.go.th/upload/nw/pictures/pic-361965682.jpg
กรมวิทย์ฯ จับมือ กทม. ยกระดับอสส.เมืองกรุง ใช้ชุดทดสอบเบื้องต้น เสริมเกราะคุ้มครองผู้บริโภคนชุมชน

กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ร่วมกับ กรุงเทพมหานคร ติวเข้มอาสาสมัครสาธารณสุขวิทยาศาสตร์การแพทย์ชุมชน (อสส.) และพี่เลี้ยงกว่า 200 ชีวิต ด้วยแนวคิด “บันได 3 ขั้น” ตั้งแต่การเรียนรู้ผ่านระบบดิจิทัล การฝึกใช้ชุดทดสอบเบื้องต้น ไปจนถึงการลงพื้นที่ปฏิบัติงานจริง โดยมีพยาบาลวิชาชีพและเภสัชกรคอยเป็นพี่เลี้ยงดูแลอย่างใกล้ชิด มุ่งสร้างอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อร่วมกันเป็นพลังสำคัญของเครือข่ายเฝ้าระวัง แจ้งเตือนภัย และส่งต่อความรู้ด้านสุขภาพในชุมชน

อ่านต่อ expand_circle_right
https://www.dmsc.moph.go.th/upload/nw/pictures/pic-594091221.jpg
กรมวิทย์ฯ ผนึก สกร. ปั้น “ครูนักวิทย์” 77 จังหวัด ส่งเสริมความรอบรู้วิทยาศาสตร์การแพทย์ สร้างเครือข่ายเฝ้าระวังความปลอดภัยอาหารและสุขภาพในชุมชน

กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข จับมือ กรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) กระทรวงศึกษาธิการ เดินหน้าพัฒนา “ครูนักวิทย์” รุ่นแรก 154 คน จาก 77 จังหวัด เสริมทักษะด้านวิทยาศาสตร์การแพทย์และการใช้ชุดทดสอบเบื้องต้น เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้สู่เยาวชนและประชาชน สร้างเครือข่ายเฝ้าระวังความปลอดภัยด้านอาหาร ผลิตภัณฑ์สุขภาพ สิ่งแวดล้อม และน้ำบริโภคในระดับชุมชน มุ่งยกระดับความรอบรู้ด้านสุขภาพ ลดความเสี่ยง และสร้างสังคมที่ปลอดภัยด้วยหลักฐานเชิงวิทยาศาสตร์

อ่านต่อ expand_circle_right
https://www.dmsc.moph.go.th/upload/nw/pictures/pic-202609071783584009677387105-8075.jpg
กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ร่วมมือ JICA ชูเทคโนโลยีถอดรหัสพันธุกรรมทั้งจีโนม (WGS) ยกระดับระบบเฝ้าระวังวัณโรคเชิงรุก มุ่งยุติวัณโรคของไทย

กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายยุติวัณโรคของประเทศไทย ด้วยการนำเทคโนโลยีจีโนมิกส์และการถอดรหัสพันธุกรรมทั้งจีโนม (Whole Genome Sequencing: WGS) เสริมศักยภาพระบบเฝ้าระวังและสอบสวนโรค เปลี่ยนจากการรอรับผู้ป่วยในโรงพยาบาลสู่การค้นหาเชิงรุก พร้อมยกระดับสู่ "ระบบข่าวกรองสาธารณสุขเชิงรุกที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลจีโนม" เพื่อหยุดการแพร่ระบาดของวัณโรคและวัณโรคดื้อยาอย่างมีประสิทธิภาพ

อ่านต่อ expand_circle_right
https://www.dmsc.moph.go.th/upload/nw/pictures/pic-202626061782472570436694372-7999.jpg
กรมวิทย์ฯ ปิดการประชุมวิชาการฯ อย่างยิ่งใหญ่ ตอกย้ำการขับเคลื่อนสุขภาพคนไทย สู่การมีชีวิตยืนยาวอย่างมีคุณภาพ พร้อมมอบรางวัลผลงานวิชาการดีเด่น 36 ผลงาน

กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ปิดการประชุมวิชาการวิทยาศาสตร์การแพทย์ ครั้งที่ 34 ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 อย่างยิ่งใหญ่ พร้อมมอบรางวัลผลงานวิชาการดีเด่นจำนวน 36 ผลงาน จากผลงานที่ส่งเข้าประกวดและนำเสนอรวม 455 ผลงาน สะท้อนศักยภาพด้านการวิจัย นวัตกรรม และการพัฒนางานประจำสู่งานวิจัยของบุคลากรด้านวิทยาศาสตร์การแพทย์ทั่วประเทศ พร้อมขอบคุณความร่วมมือจากภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วน ที่ร่วมเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนระบบสุขภาพของประเทศ และส่งเสริมให้ประชาชนมีสุขภาพดี มีอายุยืนยาวอย่างมีคุณภาพ

อ่านต่อ expand_circle_right

แผนผังเว็บไซต์