กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ถ่ายทอดเทคโนโลยีกระบวนการผลิตชุดน้ำยาตรวจแนททู ไดโพลทัยป์ (NAT2 diplotype) ด้วยเทคนิคพีซีอาร์ สำหรับตรวจยีนย่อยสลายยาต้านวัณโรคให้เอกชนผลิตและจำหน่ายเชิงพาณิชย์

โดย : ฝ่ายประชาสัมพันธ์
1,027
10 กันยายน 2568

วันนี้ (10 กันยายน 2568) กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ จัดพิธีลงนามสัญญาถ่ายทอดเทคโนโลยีกระบวนการผลิตชุดน้ำยาตรวจแนททู ไดโพลทัยป์ (NAT2 diplotype) ด้วยเทคนิคพีซีอาร์ในสภาพจริง (Real-time PCR) ระหว่าง กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กับบริษัท ยีน เอ็กซ์เซลเลนซ์ จำกัด โดยมี นายแพทย์ยงยศ ธรรมวุฒิ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ และนางสาวนทพร บุญบุบผา กรรมการผู้จัดการ บริษัท ยีน เอ็กซ์เซลเลนซ์ จำกัด ร่วมลงนาม โดยมี ดร.นวลจันทร์ วิจักษณ์จินดา ตำแหน่ง ผู้ทรงคุณวุฒิด้านวิจัยและพัฒนาวิทยาศาสตร์การแพทย์ (ภูมิคุ้มกันวิทยา) ดร.ปนัดดา เทพอัคศร ผู้อำนวยการสถาบันชีววิทยาศาสตร์ทางการแพทย์ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ นางสาวฐิติพร มุขสมบัติ ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาธุรกิจ นางสาวสุชีรา อินทร์ศวร ผู้จัดการอาวุโสแผนกทะเบียนใบอนุญาต บริษัท ยีน เอ็กซ์เซลเลนซ์ จำกัด และเจ้าหน้าที่ของทั้ง 2 ฝ่าย ร่วมเป็นสักขีพยาน ณ ห้องประชุม 110 ชั้น 1 อาคาร 100 ปีการสาธารณสุขไทย กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข จังหวัดนนทบุรี

 


นายแพทย์ยงยศ กล่าวว่า วัณโรคเป็นโรคติดเชื้อที่เป็นปัญหาทางสาธารณสุขของหลายประเทศทั่วโลก ซึ่งประเทศไทย เป็น 1 ใน 30 ประเทศที่มีภาระวัณโรคสูง โดยมีผู้ติดเชื้อรายใหม่และกลับมาเป็นซ้ำกว่า 80,000 คนต่อปี และเสียชีวิตประมาณ 7,800 รายต่อปี การรักษาวัณโรคจำเป็นต้องให้ผู้ป่วยได้รับยาต่อเนื่อง เพื่อป้องกันการแพร่ระบาด ซึ่งผลข้างเคียงของยาต้านวัณโรคทำให้มีอาการตับอักเสบ ผู้ป่วยบางรายจึงต้องหยุดยา การรักษาจึงไม่มีประสิทธิภาพ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์จึงนำเทคโนโลยีนวัตกรรมด้านจีโนมิกส์การตรวจยีนแนททู ไดโพลทัยป์ (NAT2 diplotype) มาใช้ มีเป้าหมายเพื่อตรวจหายีนย่อยยาวัณโรคในผู้ป่วยให้แพทย์ผู้รักษามีข้อมูลไว้ใช้ปรับยาให้เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละราย ลดการเกิดตับอักเสบจากยาต้านวัณโรค ทำให้รับยาได้อย่างต่อเนื่องซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการบรรลุเป้าหมายในการยุติวัณโรค

 






นายแพทย์ยงยศ กล่าวต่อว่า ผู้ป่วยวัณโรคต้องกินยาอย่างน้อย 6 เดือน หรือหากมีปัญหาสุขภาพต้องกินนาน 8 เดือน อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยครึ่งหนึ่งมีปัญหาในการย่อยยา และประมาณร้อยละ 5-10 มีภาวะตับอักเสบจากยาต้านวัณโรค ซึ่งทำให้การรักษาวัณโรคเป็นไปอย่างยากลำบาก ยีน NAT2 มีหน้าที่ในการย่อยสลายยาต้านวัณโรค Isoniazid (ไอโซไนอะซิด) ทำให้แต่ละบุคคลมีความสามารถในการย่อยสลายยาแตกต่างกัน ซึ่งหากมียีน NAT2 เป็นแบบย่อยสลายยาช้า จะทำให้มีโอกาสเกิดตับอักเสบสูงกว่าแบบอื่นถึง 8.8 เท่า และประชากรไทยร้อยละ 40 มีการย่อยสลายยาช้า ดังนั้น การตรวจยีน NAT2 จะช่วยให้แพทย์ผู้รักษาสามารถตัดสินใจในการปรับระดับยา 
ให้เหมาะสมกับผู้ป่วยวัณโรค







ทั้งนี้ ในปี พ.ศ. 2567 ที่ผ่านมา กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ได้จัดโครงการตรวจวิเคราะห์แนททูไดโพลทัยป์ (NAT2 diplotype) ด้วยเทคนิคเรียลไทม์พีซีอาร์ (Real-time PCR) สำหรับปรับยาต้านวัณโรค Isoniazid เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567 โดยมีเป้าหมายการตรวจวิเคราะห์ยีนในผู้ป่วยวัณโรค จำนวน  10,000 ราย ซึ่งปัจจุบันสามารถดำเนินการตรวจยีนได้แล้วทั้งสิ้น 14,498 ราย ครอบคลุมทุกเขตสุขภาพ เพิ่มประสิทธิภาพในการดูแลรักษาผู้ป่วยวัณโรค ส่งเสริมให้ประชนชาวไทยมีคุณภาพชีวิตที่ดี
 

 




“พิธีลงนามสัญญาการถ่ายทอดเทคโนโลยีกระบวนการผลิตชุดน้ำยาตรวจแนททูไดโพลทัยป์ (NAT2-diplotype) ด้วยเทคนิคพีซีอาร์ในสภาพจริง (Real-time PCR) ระหว่าง กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ และ บริษัท ยีนเอ็กซ์เซลเลนซ์ ในครั้งนี้ มีความสำคัญต่อวงการแพทย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการรักษาและควบคุมโรควัณโรค ซึ่งเทคโนโลยีดังกล่าวจะช่วยให้เราสามารถวิเคราะห์รูปแบบทางพันธุกรรมของผู้ป่วยแต่ละราย เพื่อทำนายการตอบสนองต่อยา Isoniazid ซึ่งเป็นยาหลักในการรักษาวัณโรคได้อย่างแม่นยำยิ่งขึ้น การใช้เทคโนโลยีนี้จะช่วยให้เราสามารถปรับขนาดยาให้เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละคน (Personalized Medicine) ได้อย่างถูกต้อง ทำให้การรักษามีประสิทธิภาพมากขึ้นลดโอกาสการเกิดผลข้างเคียง และลดความเสี่ยงของการดื้อยาในอนาคต” นายแพทย์ยงยศ กล่าว

***** 10 กันยายน 2568 *****

ข่าวประชาสัมพันธ์เกี่ยวข้อง

https://www.dmsc.moph.go.th/upload/nw/pictures/pic-202610061781088676226382230-7917.jpg
กรมวิทย์ฯ เปิดเวที GLLP Asia-Pacific 2026 เสริมศักยภาพผู้นำห้องปฏิบัติการนานาชาติ สร้างความมั่นคงสุขภาพโลก รับมือโรคอุบัติใหม่ ภายใต้แนวคิด One Health

กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ร่วมกับ กรมปศุสัตว์ ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งสหรัฐอเมริกา (U.S. CDC) องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) และภาคีเครือข่ายนานาชาติ จัด "โครงการพัฒนาภาวะผู้นำห้องปฏิบัติการระดับโลก (Global Laboratory Leadership Program: GLLP) ภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก รุ่นที่ 2 ประจำปี 2569" มุ่งพัฒนาศักยภาพผู้นำห้องปฏิบัติการด้านสาธารณสุข ภายใต้แนวคิด “One Health” เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางสุขภาพของประเทศและภูมิภาค พร้อมรับมือโรคอุบัติใหม่และภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขในอนาคต

อ่านต่อ expand_circle_right
https://www.dmsc.moph.go.th/upload/nw/pictures/pic-883250146.jpg
กรมวิทย์ฯ ย้ำความพร้อมตรวจอีโบลา เดินหน้าฟื้นฟูห้องปฏิบัติการ DRA เสริมศักยภาพ โรงพยาบาลทั่วประเทศ

ดร.นพ.สราวุฒิ บุญสุข อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เป็นประธานเปิดการประชุม “พัฒนาศักยภาพห้องปฏิบัติการของประเทศ National LAB Network (NLN) : โรคติดเชื้อไวรัสอีโบลา : LAB ตรวจวินิจฉัย และ DRA” โดยมี นพ.พิเชฐ บัญญัติ พร้อมด้วย ดร.นพ.สุรเดชช ชวะเดช รองอธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ดร.พิไลลักษณ์ อัคคไพบูลย์ โอกาดะ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สาธารณสุข บุคลากรทางการแพทย์ เจ้าหน้าที่ห้องปฏิบัติการจากโรงพยาบาลภาครัฐและภาคเอกชน ร่วมประชุมออนไลน์กว่า 800 คน

อ่านต่อ expand_circle_right
https://www.dmsc.moph.go.th/upload/nw/pictures/pic-162618602.jpg
กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ร่วมเครือข่ายห้องปฏิบัติการ RT-PCR เสริมความพร้อมรับมือโรคอุบัติใหม่–ไข้หวัดใหญ่ ไข้หวัดนก ทั่วประเทศ

วันที่ 26 พฤษภาคม 2569 ดร.นพ.สราวุฒิ บุญสุข อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เป็นประธานเปิดการอบรมเชิงปฏิบัติการ “การยกระดับศักยภาพเครือข่ายห้องปฏิบัติการด้าน RT-PCR ในการวินิจฉัยไข้หวัดใหญ่และไข้หวัดนก ประจำปี 2569” ซึ่งจัดขึ้นทั้งในรูปแบบ On-site และ Online เพื่อพัฒนาความรู้ ทักษะการปฏิบัติงาน และเสริมสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างห้องปฏิบัติการทั่วประเทศให้มีความเข้มแข็งยิ่งขึ้น โดยมีนพ.พิเชฐ บัญญัติ รองอธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ บรรยายพิเศษในหัวข้อ “ทิศทางการเตรียมความพร้อมห้องปฏิบัติการต่อโรคอุบัติใหม่”

อ่านต่อ expand_circle_right

แผนผังเว็บไซต์