“ไกลโคอัลคาลอยน์” สารพิษธรรมชาติใน “มันฝรั่ง”

โดย : กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข
1,449
22 เมษายน 2567
“ไกลโคอัลคาลอยน์” สารพิษธรรมชาติใน “มันฝรั่ง”
 

 

มันฝรั่งมีสารพิษที่มีชื่อว่า ไกลโคอัลคาลอยด์ หรือ GAs ซึ่งเป็นสารพิษธรรมชาติชนิดหนึ่งเป็นแอลคาลอยด์ที่ต่ออยู่กับโมเลกุลของน้ำตาล มีแอลฟา-โซลานีน และ แอลฟา-คาโคนีน พบในสายพันธุ์ตระกูล nightshade ภายในสกุล Solanum นอกจากจะพบในมันฝรั่งแล้วนั้นยังสามารถพบใน มะเขือม่วง และ มะเขือเทศอีกด้วย


โดยสารไกลโคอัลคาลอยด์ จะเกิดขึ้นหลังกระบวนการเก็บเกี่ยว ซึ่งเกิดการทำ greening ภายใต้แสง ทำให้หัวมันฝรั่งมีความแข็งแรง และทนทานต่อการทำลายของโรค แต่การเก็บรักษามันฝรั่งให้อยู่ภายใต้แสงก็ทำให้เกิดกระบวนการผลิตสาร GAs ได้ 


จะเป็นอย่างไรหากได้รับสารไกลโคอัลคาลอยด์
สำหรับใครที่ได้รับไกลโคอัลคาลอยด์ในปริมาณมาก อาจจะทำให้เกิดอาการคลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง และท้องเสีย หากอาการรุนแรงบางรายอาจเสียชีวิตได้

เคล็ดไม่ลับ
กับวิธีป้องกันจากการได้รับสารไกลโคอัลคารอยด์ (GAs) 

🔸ซื้อมันฝรั่งเฉพาะจำนวนที่ต้องการ เพื่อหลีกเลี่ยงการเก็บในระยะเวลานาน

🔸เก็บหัวมันฝรั่ง โดยห่อด้วยกระดาษสีน้ำตาลในที่แห้ง เย็น และไกลจากแสงแดด 

🔸ปอกผิวมันฝรั่งก่อนการนำไปทำอาหาร

🔸ไม่รับประทานมันฝรั่งที่มีเปลือกสีเขียว หรือเริ่มมีรากงอกที่หัวมันฝรั่ง หากจำเป็น ให้กำจัดราก ตา และปอกผิวให้ลึกมากกว่า 2 มิลลิเมตร

🔸ไม่รับประทานมันฝรั่งที่มีรสขม

 

🔸แนะนำให้ทอดมันฝรั่งด้วย อุณหภูมิที่ 210 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 10 นาที จะช่วยกำจัดสารพิษได้ถึง 40%

 

 

 

 

ข่าวประชาสัมพันธ์เกี่ยวข้อง

https://www.dmsc.moph.go.th/upload/nw/pictures/pic-202608051778239015158605105-7721.jpg
กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เผยพบเชื้อแบคทีเรียดื้อยาคาร์บาพีเนม สูงเกินร้อยละ 70 เสี่ยงไม่มียารักษาในอนาคต ชูระบบสุขภาพ One Health เฝ้าระวังภาวะดื้อยาทั้งระบบ และเตือนประชาชนใช้ยาปฏิชีวนะตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด

กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เปิดเผยสถานการณ์เชื้อดื้อยาต้านจุลชีพของประเทศไทยจากข้อมูลเฝ้าระวังย้อนหลัง 10 ปี พบแนวโน้มการดื้อยาของเชื้อแบคทีเรียสำคัญเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะเชื้อ Acinetobacter calcoaceticus-baumannii complex (อะซินีโตแบคเตอร์ แคลโคอะซีติคัส-เบามันนีไอ คอมเพล็กซ์) ซึ่งเป็นเชื้อแบคทีเรียก่อโรคติดเชื้อในโรงพยาบาลที่รุนแรง มีอัตราการดื้อยาปฏิชีวนะกลุ่ม carbapenem (คาร์บาพีเนม) ซึ่งเป็นยาต้านจุลชีพทางเลือกสุดท้าย สูงกว่าร้อยละ 70 สะท้อนความรุนแรงของปัญหาเชื้อดื้อยาที่ส่งผลกระทบต่อระบบสาธารณสุขและทางเลือกในการรักษาผู้ป่วย เตือนประชาชนใช้ยาปฏิชีวนะตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด เพื่อชะลอการดื้อยาในอนาคต

อ่านต่อ expand_circle_right

แผนผังเว็บไซต์