กรมวิทย์ฯ จัดสัมมนาการขึ้นทะเบียนหน่วยบริการเจาะเลือดนอกโรงพยาบาล เพื่อสนับสนุนโครงการลดความแออัดทางห้องปฏิบัติการ

โดย : กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข
663
22 เมษายน 2567
กรมวิทย์ฯ จัดสัมมนาการขึ้นทะเบียนหน่วยบริการเจาะเลือดนอกโรงพยาบาล เพื่อสนับสนุนโครงการลดความแออัดทางห้องปฏิบัติการ
 
 

กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ จัดสัมมนาการขึ้นทะเบียนหน่วยบริการเจาะเลือดนอกโรงพยาบาล เพื่อสนับสนุนโครงการลดความแออัดทางห้องปฏิบัติการ ตามนโยบายของกระทรวงสาธารณสุข

 

วันที่ 10 พฤศจิกายน 2566 นายแพทย์ปิยะ ศิริลักษณ์ รองอธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เป็นประธานพิธีเปิดการสัมมนาชี้แจงแนวทางดำเนินงานและการขึ้นทะเบียนหน่วยบริการเจาะเลือดนอกโรงพยาบาล ณ สำนักมาตรฐานห้องปฏิบัติการ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ซึ่งในปีที่ผ่านมากรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ได้มีการดำเนินงานโครงการลดความแออัดทางห้องปฏิบัติการ จากความร่วมมือของหลายหน่วยงาน ในการพัฒนาหลักเกณฑ์ข้อกำหนดเงื่อนไขมาตรฐาน การกำกับดูแลหน่วยบริการเจาะเลือด เก็บตัวอย่างและนำส่งตัวอย่างนอกโรงพยาบาล ให้มีการรักษาคุณภาพอย่างต่อเนื่อง และเป็นมาตรฐานเดียวกัน เพื่อสนับสนุนโครงการลดความแออัดทางห้องปฏิบัติการ ตามนโยบายของกระทรวงสาธารณสุข 

 

 

 

นายแพทย์ปิยะ ศิริลักษณ์ รองอธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กล่าวว่า การดูแลให้ประชาชนได้รับบริการที่มีคุณภาพ ปลอดภัย ลดความเหลื่อมล้ำ ลดความแออัด ลดระยะเวลาการรอคอย และลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน เพิ่มศักยภาพการให้บริการของหน่วยบริการสาธารณสุขทุกระดับ ในปัจจุบันผู้ป่วยและญาติต้องเสียเวลารอคอยการมารับบริการ ในโรงพยาบาลเป็นเวลานาน โดยใช้เวลาในการรอคอยเพื่อใช้บริการทางห้องปฏิบัติการทางการแพทย์ และรอพบแพทย์ ประมาณ 2-5 ชั่วโมง ดังนั้นการจัดระบบเพื่อลดเวลารอคอยการให้บริการทางห้องปฏิบัติการทางการแพทย์ จึงมีความสำคัญ

กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ โดยสำนักมาตรฐานห้องปฏิบัติการ ได้รับมอบหมายทำหน้าที่เป็นหน่วยงานขึ้นทะเบียนหน่วยบริการเจาะเลือด  เก็บตัวอย่างและนำส่งตัวอย่างนอกโรงพยาบาล รวมทั้งทำหน้าที่กำหนดและพัฒนามาตรฐาน กำกับดูแลหน่วยบริการเจาะเลือด ให้มีคุณภาพอย่างต่อเนื่องเป็นมาตรฐานเดียวกัน เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงการบริการ โดยโครงการลดความแออัดทางห้องปฏิบัติการ ได้เริ่มดำเนินการตั้งแต่ปีงบประมาณ 2564 ซึ่งปัจจุบันมี 34จังหวัด  เป็นโรงพยาบาลแม่ข่ายเข้าร่วมโครงการ 47 แห่ง และมีหน่วยบริการผ่านการขึ้นทะเบียนเป็นหน่วยบริการเจาะเลือด เก็บตัวอย่าง และนำส่งตัวอย่างนอกโรงพยาบาล จำนวน 414 แห่ง ข้อมูลวันที่ 26 ตุลาคม 2566 อย่างไรก็ตามมีอีก43 จังหวัดที่ยังไม่มีโรงพยาบาลแม่ข่ายเข้าร่วมโครงการ 

 
 
 
 
ในการสัมมนาฯ ครั้งนี้เป็นการสื่อสารขั้นตอนการดำเนินงานการขึ้นทะเบียนหน่วยบริการเจาะเลือดนอกโรงพยาบาล มาตรฐานหน่วยบริการเจาะเลือด รวมถึงการเบิกจ่ายผ่านระบบ E-Claim ให้กับผู้ที่เกี่ยวข้อง เช่น สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด จำนวน 76 จังหวัด โรงพยาบาลศูนย์ (รพศ.) โรงพยาบาลทั่วไป (รพท.) โรงพยาบาลชุมชนขนาดใหญ่ และบุคลากรสำนักมาตรฐานห้องปฏิบัติการ มากกว่า 700 คน  ซึ่งการมุ่งมั่นพัฒนาหน่วยบริการเจาะเลือดนอกโรงพยาบาล สามารถแก้ปัญหาการแออัดในการรอคอยคิวเจาะเลือด และรอคอยผลทางห้องปฏิบัติการ ทำให้ประชาชนในแต่ละพื้นที่ ได้รับประโยชน์ในการรับบริการที่สะดวก ใกล้บ้าน และรวดเร็วยิ่งขึ้น 
 
 

ข่าวประชาสัมพันธ์เกี่ยวข้อง

https://www.dmsc.moph.go.th/upload/nw/pictures/pic-202624071784896248755547611-8151.JPG
กรมวิทย์ฯ ร่วมกับมูลนิธิธาลัสซีเมียฯ ปิดประชุมวิชาการครั้งที่ 27 เดินหน้าประเทศไทยสู่เป้าหมาย “ปลอดโรคธาลัสซีเมียชนิดรุนแรงในประชากรรุ่นใหม่” ด้วยเทคโนโลยีขั้นสูง

กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ร่วมกับมูลนิธิโรคโลหิตจางธาลัสซีเมียแห่งประเทศไทย และภาคีเครือข่าย ปิดฉากการประชุมสัมมนาวิชาการธาลัสซีเมียแห่งชาติ ครั้งที่ 27 ประจำปี 2569 พร้อมมอบรางวัลผลงานวิจัยและผลงานวิชาการดีเด่น ตอกย้ำความร่วมมือทุกภาคส่วนในการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่เป้าหมาย “ปลอดโรคธาลัสซีเมียชนิดรุนแรงในประชากรรุ่นใหม่” ด้วยองค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรมห้องปฏิบัติการขั้นสูง

อ่านต่อ expand_circle_right
https://www.dmsc.moph.go.th/upload/nw/pictures/pic-356276721.jpg
เด็กไทยเกิดใหม่ทุกคน รู้ผลธาลัสซีเมีย ด้วยเทคโนโลยีขั้นสูง รู้เร็ว รักษาเร็ว ลดความรุนแรง มุ่งสู่คนไทยรุ่นใหม่ปลอดโรคธาลัสซีเมีย

กระทรวงสาธารณสุข โดย กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ มูลนิธิโรคโลหิตจางธาลัสซีเมียแห่งประเทศไทย และ ภาคีเครือข่าย ร่วมกันขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ “ประชากรรุ่นใหม่ปลอดโรคธาลัสซีเมีย” โดยมุ่งเน้นการใช้เทคโนโลยีห้องปฏิบัติการขั้นสูง ตรวจวินิจฉัยโรคให้มีความแม่นยำสูงสุด สามารถระบุพาหะและตัวแปรพันธุกรรมที่ซับซ้อนเพื่อการรักษาได้อย่างตรงจุดแม่นยำนำเข้าสู่ระบบบริการและผลักดันให้เป็นสิทธิประโยชน์เพื่อให้ทุกคนเข้าถึงได้ พร้อมเร่งยกระดับห้องปฏิบัติการเครือข่ายทั่วประเทศให้มีคุณภาพมาตรฐานและจัดทำฐานข้อมูลระดับประเทศ เพื่อใช้สนับสนุนการวางนโยบายเพื่อการป้องกันและควบคุมโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน

อ่านต่อ expand_circle_right
https://www.dmsc.moph.go.th/upload/nw/pictures/pic-361965682.jpg
กรมวิทย์ฯ จับมือ กทม. ยกระดับอสส.เมืองกรุง ใช้ชุดทดสอบเบื้องต้น เสริมเกราะคุ้มครองผู้บริโภคนชุมชน

กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ร่วมกับ กรุงเทพมหานคร ติวเข้มอาสาสมัครสาธารณสุขวิทยาศาสตร์การแพทย์ชุมชน (อสส.) และพี่เลี้ยงกว่า 200 ชีวิต ด้วยแนวคิด “บันได 3 ขั้น” ตั้งแต่การเรียนรู้ผ่านระบบดิจิทัล การฝึกใช้ชุดทดสอบเบื้องต้น ไปจนถึงการลงพื้นที่ปฏิบัติงานจริง โดยมีพยาบาลวิชาชีพและเภสัชกรคอยเป็นพี่เลี้ยงดูแลอย่างใกล้ชิด มุ่งสร้างอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อร่วมกันเป็นพลังสำคัญของเครือข่ายเฝ้าระวัง แจ้งเตือนภัย และส่งต่อความรู้ด้านสุขภาพในชุมชน

อ่านต่อ expand_circle_right
https://www.dmsc.moph.go.th/upload/nw/pictures/pic-594091221.jpg
กรมวิทย์ฯ ผนึก สกร. ปั้น “ครูนักวิทย์” 77 จังหวัด ส่งเสริมความรอบรู้วิทยาศาสตร์การแพทย์ สร้างเครือข่ายเฝ้าระวังความปลอดภัยอาหารและสุขภาพในชุมชน

กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข จับมือ กรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) กระทรวงศึกษาธิการ เดินหน้าพัฒนา “ครูนักวิทย์” รุ่นแรก 154 คน จาก 77 จังหวัด เสริมทักษะด้านวิทยาศาสตร์การแพทย์และการใช้ชุดทดสอบเบื้องต้น เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้สู่เยาวชนและประชาชน สร้างเครือข่ายเฝ้าระวังความปลอดภัยด้านอาหาร ผลิตภัณฑ์สุขภาพ สิ่งแวดล้อม และน้ำบริโภคในระดับชุมชน มุ่งยกระดับความรอบรู้ด้านสุขภาพ ลดความเสี่ยง และสร้างสังคมที่ปลอดภัยด้วยหลักฐานเชิงวิทยาศาสตร์

อ่านต่อ expand_circle_right
https://www.dmsc.moph.go.th/upload/nw/pictures/pic-202609071783584009677387105-8075.jpg
กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ร่วมมือ JICA ชูเทคโนโลยีถอดรหัสพันธุกรรมทั้งจีโนม (WGS) ยกระดับระบบเฝ้าระวังวัณโรคเชิงรุก มุ่งยุติวัณโรคของไทย

กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายยุติวัณโรคของประเทศไทย ด้วยการนำเทคโนโลยีจีโนมิกส์และการถอดรหัสพันธุกรรมทั้งจีโนม (Whole Genome Sequencing: WGS) เสริมศักยภาพระบบเฝ้าระวังและสอบสวนโรค เปลี่ยนจากการรอรับผู้ป่วยในโรงพยาบาลสู่การค้นหาเชิงรุก พร้อมยกระดับสู่ "ระบบข่าวกรองสาธารณสุขเชิงรุกที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลจีโนม" เพื่อหยุดการแพร่ระบาดของวัณโรคและวัณโรคดื้อยาอย่างมีประสิทธิภาพ

อ่านต่อ expand_circle_right

แผนผังเว็บไซต์