กรมวิทย์ฯ ร่วมกับ ไจก้า นำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาใช้ในการควบคุมและรักษาวัณโรคในประเทศไทย สู่เป้าหมายลดป่วย ตาย และยุติวัณโรคได้ภายในปี 2578

โดย : กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข
675
22 เมษายน 2567

นายแพทย์พิเชฐ บัญญัติ รองอธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เปิดเผยว่า วัณโรค (Tuberculosis หรือ TB) เป็นโรคติดต่อทางเดินหายใจที่ยังปัญหาสาธารณสุขสำคัญทั่วโลกและประเทศไทย พบว่าประชากรโลกประมาณ 1 ใน 3 มีการติดเชื้อวัณโรค โดยองค์การอนามัยโลกให้ประเทศไทยติดอันดับใน 30 ประเทศที่มีปัญหาวัณโรคสูงของโลก โดยมีอุบัติการณ์วัณโรครายใหม่ที่เกิดขึ้นประมาณ 103,000 ราย และเสียชีวิตกว่า 12,000 รายต่อปี

 

ทั้งนี้ สหประชาชาติและองค์การอนามัยโลก ได้กำหนดให้วัณโรคเป็นหนึ่งในเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals หรือ SDGs) จึงมีการประกาศยุทธศาสตร์ยุติวัณโรคภายในปี 2578  (End TB Strategy 2035) เพื่อลดอัตราการป่วยวัณโรครายใหม่ โดยมี 3 เสาหลัก ได้แก่ 1.การดูแล รักษา ป้องกันวัณโรคแบบองค์รวม โดยมีผู้ป่วยเป็นศูนย์กลาง 2.เสริมสร้างความเข้มแข็งเชิงนโยบายและระบบสนับสนุน และ 3.เพิ่มความแข็งแกร่งด้านงานวิจัยและนวัตกรรม

นายแพทย์พิเชษฐ กล่าวต่ออีกว่า ปัจจุบันสถานการณ์วัณโรคในประเทศไทยยังไม่สามารถบรรลุเป้าหมายของ SDGs ได้ ทำให้ประเทศต้องมีนโยบาย เพื่อเร่งรัดการยุติวัณโรคโดยปรับแนวทางการควบคุมวัณโรค จากเดิมที่เน้น การตั้งรับ มุ่งรักษาผู้ที่มีอาการของวัณโรคที่มารับการรักษาที่โรงพยาบาล  เปลี่ยนเป็น การค้นหาผู้ป่วยวัณโรค ในกลุ่มเป้าหมายที่มีความเสี่ยงสูง เช่น ผู้ต้องขังในเรือนจำ ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง กลุ่มผู้ติดเชื้อเอชไอวี ผู้สัมผัสโรค โดยเฉพาะเด็กเล็กที่สัมผัสกับผู้ติดเชื้อวัณโรค เนื่องจากมักพบการติดเชื้อได้บ่อยในครอบครัวของผู้ป่วยวัณโรค เพื่อค้นหา และรักษาวัณโรคให้เร็วที่สุด ปรับแนวทางในการวินิจฉัยโรค โดยให้ใช้วิธีการวินิจฉัยที่มีความไวสูงเป็นวิธีคัดกรอง คือ การถ่ายภาพรังสีทรวงอก ร่วมกับวิธีการตรวจหาเชื้อวัณโรคด้วยการตรวจหาสารพันธุกรรมของเชื้อ รวมถึงการค้นหาและรักษาผู้ป่วยวัณโรคแฝง เพื่อป้องกันการเกิดวัณโรค

ที่ผ่านมา ในปี 2558-2562 กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ได้มีความร่วมมือกับองค์การความร่วมมือระหว่างประเทศแห่งญี่ปุ่น หรือ JICA ดำเนินโครงการ Science and Technology Research Partnership for Sustainable Development (SATREPS) จนเกิดผลสำเร็จ ได้ผลผลิตเป็นเทคโนโลยี และนวัตกรรม องค์ความรู้ใหม่ ที่จะนำไปใช้สนับสนุนยุทธศาสตร์ยุติวัณโรคของชาติ เพื่อช่วยเพิ่มศักยภาพในระบบการวินิจฉัย การพยากรณ์ความเสี่ยงต่อการเป็นวัณโรค และการควบคุมวัณโรค จำนวน 4 เรื่อง ได้แก่ 1.การถอดรหัสพันธุกรรมทั้งจีโนม (whole genome sequencing, WGS) ของเชื้อวัณโรค ด้วยเทคนิค Next-generation sequencing (NGS) 2.การวัดระดับยาและการตรวจยีน NAT2 (NAT2 diplotyping) ในผู้ป่วยวัณโรค เพื่อเป็นแนวทางในการปรับยาต้านวัณโรค Isoniazid 3.การตรวจวัดระดับ การแสดงออกของยีนในเลือด (gene expression) เพื่อประเมินความเสี่ยงต่อการป่วยเป็นวัณโรค ด้วยเทคนิคดิจิตอลพีซีอาร์ และ 4.การตรวจหาการติดเชื้อวัณโรคด้วยเทคนิค IGRA


“JICA ขยายผลจากความร่วมมือดังกล่าวจัดทำความร่วมมือกับกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ภายใต้โครงการ Technical Cooperation Project for Accelerating Social Implementation of Science and Technology (TCP/ASIST) ในหัวข้อเรื่อง Social Implementation of Infectious Disease Control Utilizing Genomic Information and Innovative Technology ซึ่งมีวัตถุประสงค์หลักคือการนำนวัตกรรมและองค์ความรู้จากโครงการ SATREPS โดยเฉพาะด้านจีโนมิกส์และภูมิคุ้มกันวิทยามาประยุกต์ใช้ร่วมกับวิธีการค้นหา รักษา ควบคุม และป้องกันวัณโรค โดยให้การสนับสนุนผู้เชี่ยวชาญ งบประมาณในการฝึกอบรมด้านต่างๆ ระหว่างบุคลากรทั้ง 2 ประเทศ และเครื่องมือวิทยาศาสตร์ในห้องปฏิบัติการ ระยะเวลาดำเนินการ 3 ปี และมีหน่วยงานร่วมดำเนินการได้แก่ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กรมควบคุมโรค สถาบันโรคทรวงอก มหาวิทยาลัยมหิดล และหน่วยงานในเขตสุขภาพที่ 1, 2, 4, 5, 7 และ 8 เป็นพื้นที่ดำเนินการ เพื่อสนับสนุนยุทธศาสตร์ชาติในการยุติวัณโรค โดยใช้งานวิจัยเป็นพื้นฐานปรับใช้เทคโนโลยีใหม่ให้เหมาะสมกับบริบทของประเทศไทย และประโยชน์ของประชาชน นำไปสู่การบรรลุเป้าหมายในการลดป่วย ลดตายจากวัณโรคในประเทศไทย ซึ่งคาดว่าจะเห็นแนวโน้มลดลงได้ และบรรลุเป้าหมาย SDGs และยุติวัณโรคได้ในปี 2578” นายแพทย์พิเชฐ กล่าว

 

 

 

 

ข่าวประชาสัมพันธ์เกี่ยวข้อง

https://www.dmsc.moph.go.th/upload/nw/pictures/pic-202604111793775785162321256-8341.jpg
INFOGRAPHIC : กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ให้บริการตรวจเชื้อ Listeria monocytogenes ในอาหาร

กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ให้บริการตรวจวิเคราะห์เชื้อแบคทีเรีย Listeria monocytogenes ในอาหาร ซึ่งเป็นเชื้อก่อโรคที่สามารถเจริญเติบโตได้แม้อยู่ในตู้เย็น การแช่เย็นไม่สามารถยับยั้งเชื้อนี้ได้ทั้งหมด และอาจก่อให้เกิดโรคลิสเทอริโอซิส (Listeriosis) โดยเฉพาะในหญิงตั้งครรภ์ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อทารกในครรภ์ ผู้สูงอายุ และผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ พร้อมแนะผู้บริโภคเลือกซื้อ ปรุง และเก็บรักษาอาหารอย่างถูกสุขลักษณะ แยกอาหารดิบออกจากอาหารพร้อมบริโภค เพื่อลดความเสี่ยงจากการปนเปื้อนเชื้อก่อโรค

อ่านต่อ expand_circle_right
https://www.dmsc.moph.go.th/upload/nw/pictures/pic-732911597.jpg
กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ให้บริการตรวจเชื้อลิสเทอเรียในอาหาร เตือนเชื้อนี้เจริญเติบโตได้แม้อยู่ในตู้เย็น แนะเก็บแยกอาหารดิบออกจากอาหารพร้อมบริโภค ลดความเสี่ยงจากการปนเปื้อนเชื้อก่อโรค

กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ให้บริการตรวจวิเคราะห์เชื้อแบคทีเรีย Listeria monocytogenes ในอาหาร ซึ่งเป็นเชื้อก่อโรคที่สามารถเจริญเติบโตได้แม้อยู่ในตู้เย็น การแช่เย็นไม่สามารถยับยั้งเชื้อนี้ได้ทั้งหมด และอาจก่อให้เกิดโรคลิสเทอริโอซิส (Listeriosis) โดยเฉพาะในหญิงตั้งครรภ์ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อทารกในครรภ์ ผู้สูงอายุ และผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ พร้อมแนะผู้บริโภคเลือกซื้อ ปรุง และเก็บรักษาอาหารอย่างถูกสุขลักษณะ แยกอาหารดิบออกจากอาหารพร้อมบริโภค เพื่อลดความเสี่ยงจากการปนเปื้อนเชื้อก่อโรค

อ่านต่อ expand_circle_right
https://www.dmsc.moph.go.th/upload/nw/pictures/pic-415055800.jpg
กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ แนะผู้ประกอบการนำรายงานผลการทดสอบไปใช้อ้างอิงอย่างถูกต้อง ห้ามนำรายงานผลการทดสอบไปใช้อ้างอิงเกินจริง ย้ำใบรายงานผลทดสอบไม่ใช่ใบรับรองผลิตภัณฑ์

กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข แนะผู้ประกอบการนำรายงานผลการทดสอบไปใช้อ้างอิงและประชาสัมพันธ์อย่างถูกต้อง หลังพบการนำผลทดสอบไปเผยแพร่คลาดเคลื่อนจากข้อเท็จจริง ย้ำใบรายงานผลการทดสอบแต่ละฉบับรับรองผลเฉพาะตัวอย่างที่ได้รับเท่านั้น ไม่ใช่การรับรองผลิตภัณฑ์ ต้องไม่กล่าวอ้างเกินขอบเขตการทดสอบ หรือทำให้ประชาชนเข้าใจผิด เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและคุ้มครองผู้บริโภค

อ่านต่อ expand_circle_right
https://www.dmsc.moph.go.th/upload/nw/pictures/pic-789496760.jpg
กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ชู 5 นโยบายปี 2570 ยกระดับสุขภาพประชาชน ลดค่าใช้จ่ายระบบสาธารณสุข

กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข มุ่งใช้ศักยภาพด้านวิทยาศาสตร์การแพทย์เป็นกลไกสำคัญในการสนับสนุนระบบสาธารณสุขของประเทศ ผ่าน 5 นโยบายสำคัญในปีงบประมาณ 2570 ยกระดับการป้องกันโรคและคุณภาพบริการสุขภาพ ตั้งแต่การตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก ตรวจคัดกรองโรคแม่และเด็ก ไปจนถึงการจัดทำแนวทางการตรวจทางห้องปฏิบัติการ ทั้งการตรวจห้องปฏิบัติการทางการแพทย์และรังสีวินิจฉัยอย่างสมเหตุผล ตลอดจนสนับสนุนการป้องกันและควบคุมการติดเชื้อในโรงพยาบาล เพื่อให้ประชาชนได้รับบริการที่มีคุณภาพ ปลอดภัย ควบคู่กับการใช้ทรัพยากรด้านสุขภาพอย่างคุ้มค่าและยั่งยืน

อ่านต่อ expand_circle_right
https://www.dmsc.moph.go.th/upload/nw/pictures/pic-163174526.jpg
กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ พร้อมตรวจ “กาฬโรค” รู้ผลใน 24 ชั่วโมง ย้ำยึดหลักตามมาตรฐานความปลอดภัยชีวนิรภัยระดับ 3

กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ในฐานะห้องปฏิบัติการอ้างอิงของประเทศ มีความพร้อมและศักยภาพด้านความปลอดภัยทางชีวภาพระดับ 3 (Biosafety Level 3: BSL-3) รองรับการตรวจวินิจฉัยเชื้อก่อโรคกาฬโรคได้อย่างรวดเร็ว ถูกต้อง และปลอดภัย เพื่อสนับสนุนการเฝ้าระวัง ป้องกัน และควบคุมโรคของประเทศ ย้ำกาฬโรคเป็นโรคติดเชื้อที่มีความรุนแรง การเก็บและนำส่งตัวอย่าง รวมถึงการตรวจวินิจฉัยทางห้องปฏิบัติการ จึงต้องดำเนินการอย่างถูกต้องและปลอดภัย

อ่านต่อ expand_circle_right

แผนผังเว็บไซต์