กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์เผยน้ำมะพร้าวมีคุณค่าทางโภชนาการสูง

โดย : กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข
7,551
4 เมษายน 2564


กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ได้ศึกษาคุณภาพและความปลอดภัยของน้ำมะพร้าวสด และน้ำมะพร้าวในภาชนะบรรจุปิดสนิท พบว่า มีคุณค่าทางโภชนาการสูงและปลอดภัยจากสารเคมีกำจัดศัตรูพืชตกค้าง แต่ควรบริโภคในปริมาณที่เหมาะสมไม่เกิน 1 ผลต่อวัน สำหรับคนที่เป็นโรคไตเสื่อมและหัวใจเต้นผิดจังหวะควรหลีกเลี่ยง

 นายแพทย์ศุภกิจ ศิริลักษณ์ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เปิดเผยว่า ตามที่มีข่าวเผยแพร่สรรพคุณของน้ำมะพร้าวในการเพิ่มสมรรถภาพทางเพศของผู้ชายและทำให้เกิดกระแสการบริโภคน้ำมะพร้าว กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ โดย สำนักคุณภาพและความปลอดภัยอาหาร จึงได้ศึกษาคุณภาพและความปลอดภัยของน้ำมะพร้าวสดและน้ำมะพร้าวในภาชนะบรรจุปิดสนิท ชนิดละ 7 ตัวอย่าง โดยมะพร้าวสดเก็บจากร้านค้าในพื้นที่จังหวัดราชบุรี นนทบุรี นครปฐม สมุทรสาคร สมุทรสงคราม และน้ำมะพร้าวในภาชนะบรรจุปิดสนิท 7 ยี่ห้อ เก็บจากร้านสะดวกซื้อหรือห้างสรรพสินค้า เพื่อตรวจวิเคราะห์คุณค่าทางโภชนาการ ได้แก่ แร่ธาตุ วิตามิน น้ำตาล ฮอร์โมน ความเป็นกรดด่าง และการตกค้างของสารเคมีกำจัดศัตรูพืช ผลการตรวจวิเคราะห์ พบแคลเซียม แมกนีเซียม โซเดียม โพแทสเซียม ฟอสฟอรัส แมงกานีส เหล็ก สังกะสี ซีลีเนียม และคลอไรด์ในน้ำมะพร้าวสด มากกว่าน้ำมะพร้าวในภาชนะบรรจุปิดสนิท โดยเฉพาะโพแทสเซียมและคลอไรด์ในปริมาณเฉลี่ย 133.81 - 215.20 มิลลิกรัมต่อ  100 กรัม พบวิตามิน บี2 ในน้ำมะพร้าวสดน้อยกว่า 0.01 มิลลิกรัมต่อ 100 มิลลิลิตร แต่ตรวจไม่พบในน้ำมะพร้าวที่ผ่านการแปรรูป เนื่องจากวิตามิน บี2 ละลายน้ำได้ดีและถูกแสงสว่างทำลายได้ง่าย และวิตามิน บี3 ในปริมาณเฉลี่ย 0.04 - 0.1 มิลลิกรัมต่อ 100 กรัม เนื่องจากวิตามิน บี3 ทนความร้อนและแสงสว่างได้ดีกว่า พบน้ำตาล 3 ชนิด ประกบด้วย กลูโคส ฟรุกโตส และซูโครสในปริมาณเฉลี่ย 1.28 - 2.61 กรัมต่อ 100 มิลลิลิตร และพบฮอร์โมนเอสตราไดออล (estradiol) ซึ่งอยู่ในกลุ่มของเอสโตรเจน (estrogen) ทุกตัวอย่าง โดยมีปริมาณน้อยกว่า 1.0 นาโนกรัมต่อมิลลิลิตร และเทสโทสเตอโรน (testosterone) น้อยกว่า 0.2 นาโนกรัมต่อมิลลิลิตร สำหรับค่าความเป็นกรด-ด่าง (pH) พบอยู่ในช่วง 4.9 - 5.4 และตรวจไม่พบการตกค้างของสารเคมีกำจัดศัตรูพืชทุกตัวอย่าง

นายแพทย์ศุภกิจ กล่าวต่ออีกว่า จากการศึกษาดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าน้ำมะพร้าวมีแร่ธาตุและเกลือแร่ในปริมาณสูง ส่วนน้ำตาลกลูโคส ฟรุกโตส และซูโครสที่พบในน้ำมะพร้าวสด ซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัยพบว่าน้ำมะพร้าวสดจะมีกลูโคสสูงกว่า น้ำตาลชนิดอื่น (ประมาณ 50% ของน้ำตาลทั้งหมด) และปริมาณน้ำตาลจะขึ้นอยู่กับอายุของลูกมะพร้าว โดยมะพร้าวอ่อนจะมีปริมาณน้ำตาลสูงกว่ามะพร้าวแก่ ส่วนน้ำมะพร้าวในภาชนะบรรจุปิดสนิทจะมีซูโครสสูง อาจเป็นน้ำตาลทรายที่เติมลงไป ในระหว่างกระบวนการผลิต เพื่อปรุงแต่งรสชาติหรือเพิ่มความหวาน การบริโภคน้ำมะพร้าว 1 ผลหรือ 1 ขวด (ประมาณ 200 - 300 มิลลิลิตร) จะได้รับน้ำตาล 7 - 25 กรัม กรมอนามัยได้แนะนำว่าควรบริโภคน้ำตาลไม่เกิน 32 กรัมต่อวัน ดังนั้นการบริโภคในปริมาณที่เหมาะสมไม่ควรเกิน 1 ผลต่อวัน จะช่วยในการรักษาระดับน้ำตาลในกระแสเลือดได้ดี และมีงานวิจัยขององค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) พบว่า น้ำมะพร้าวที่มีคุณภาพดีควรมีค่าความเป็นกรด-ด่าง อยู่ระหว่าง 5.0 - 5.4 ส่วนเรื่องฮอร์โมนเพศในน้ำมะพร้าวมีปริมาณ estradiol และ testosterone น้อยมาก เมื่อเทียบกับฮอร์โมนเพศที่ถูกผลิตขึ้น ในร่างกายมนุษย์ แต่ก็มีงานวิจัยเกี่ยวกับผลกระทบของการบริโภคน้ำมะพร้าวต่อระบบสืบพันธุ์ พบว่า น้ำมะพร้าวสามารถส่งผลกระตุ้นระบบต่อมไร้ท่อที่ควบคุมการหลั่งฮอร์โมนเพศ และมีผลช่วยให้อวัยวะในระบบสืบพันธุ์ของเพศหญิงและชาย พร้อมทั้งช่วยให้สเปิร์มแข็งแรงขึ้น ดังนั้นการดื่มน้ำมะพร้าวจึงอาจเป็นปัจจัยหนึ่งจากหลายๆ ปัจจัยในการเพิ่มสมรรถภาพทางเพศ และอาจเป็นผลจากแร่ธาตุหลายชนิดในน้ำมะพร้าว เช่น โพแทสเซียม สังกะสี แมงกานีส และวิตามินที่ช่วยให้ระบบไหลเวียนโลหิตทำงานดียิ่งขึ้น ส่งผลให้สุขภาพร่างกายแข็งแรง 


“น้ำมะพร้าวจัดเป็นเครื่องดื่มที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง แต่ไม่เหมาะสำหรับคนที่เป็นโรคไตเสื่อม เพราะน้ำมะพร้าว จะไปกระตุ้นการขับปัสสาวะ ถ้าร่างกายขาดน้ำ คนที่เป็นโรคไตอาจจะหัวใจวายได้ และคนที่มีอาการหัวใจเต้นผิดจังหวะ ถ้าร่างกายได้รับโพแทสเซียมมากเกินไป อาจสร้างปัญหาให้หัวใจ และเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ ดังนั้นผู้บริโภคจึงควรบริโภคในปริมาณที่เหมาะสม” นายแพทย์ศุภกิจ กล่าว

ข่าวประชาสัมพันธ์เกี่ยวข้อง

https://www.dmsc.moph.go.th/upload/nw/pictures/pic-202621051779354700629842973-7813.jpg
กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ปั้น “พี่เลี้ยงด้านวิทยาศาสตร์การแพทย์ชุมชน” ทำหน้าที่ถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านสุขภาพ และดูแลความปลอดภัยให้กับประชาชนในพื้นที่

นพ.พิเชฐ บัญญัติ รองอธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เป็นประธานเปิดการอบรม “หลักสูตรพี่เลี้ยงด้านวิทยาศาสตร์การแพทย์ชุมชน (Community Medical Science Mentorship Program)” การอบรมครั้งนี้จัดขึ้นในรูปแบบการประชุมทางไกลผ่านระบบออนไลน์ (Zoom Meeting) และ Facebook Live โดยมีผู้บริหารกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ วิทยากร และผู้เข้าร่วมจากหลายภาคส่วน ได้แก่ บุคลากรสำนักงานสาธารณสุขอำเภอ โรงพยาบาล สถานีอนามัยเฉลิมพระเกียรติ 60 พรรษา นวมินทราชินี โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล รวมถึงบุคลากรจากกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาค จำนวนกว่า 1,000 คน

อ่านต่อ expand_circle_right
https://www.dmsc.moph.go.th/upload/nw/pictures/pic-202619051779180717921553458-7805.jpg
ความร่วมมือวิจัย "ตรวจคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนักระยะเริ่มต้นด้วยเทคโนโลยี DNA Methylation"

นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข พร้อมด้วย นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข เป็นสักขีพยานในพิธีลงนามความร่วมมือทางวิชาการ “โครงการวิจัยร่วมไทยด้านการตรวจคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนักระยะเริ่มต้นด้วยเทคโนโลยี DNA Methylation และนิเวศจุลชีพในลำไส้” (Thailand Joint Research Programme for DNA Methylation-Based Colorectal Cancer Early Screening and Intestinal Microecology) ณ ห้องประชุมชัยนาทนเรนทร สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข จังหวัดนนทบุรี เพื่อส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีด้านจีโนมิกส์ ตลอดจนแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านการตรวจคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนักระยะเริ่มต้น

อ่านต่อ expand_circle_right
https://www.dmsc.moph.go.th/upload/nw/pictures/pic-202614051778758837564688370-7763.jpg
กรมวิทย์ฯ จับมือพันธมิตรไทย-จีน วิจัยตรวจมะเร็งลำไส้ใหญ่ ด้วยเทคโนโลยี DNA ตรวจง่าย แม่นยำสูง

วันที่ 14 พฤษภาคม 2569 - นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข พร้อมด้วย นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข เป็นสักขีพยานในพิธีลงนามความร่วมมือทางวิชาการ “โครงการวิจัยร่วมไทยด้านการตรวจคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนักระยะเริ่มต้นด้วยเทคโนโลยี DNA Methylation และนิเวศจุลชีพในลำไส้” (Thailand Joint Research Programme for DNA Methylation-Based Colorectal Cancer Early Screening and Intestinal Microecology) ระหว่างกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ บริษัท บีจีไอ เฮลท์ (ฮ่องกง) จำกัด และบริษัท แบงคอกจีโนมิกส์อินโนเวชั่น จำกัด (มหาชน) ณ ห้องประชุมชัยนาทนเรนทร สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข จังหวัดนนทบุรี โดยมี ดร.นพ.สราวุฒิ บุญสุข อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ นายโหว หย่ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัทบีจีไอ จีโนมิกส์ และนายกรพจน์ อัศวินวิจิตร ประธานกรรมการบริหาร บริษัท แบงคอกจีโนมิกส์อินโนเวชั่น จำกัด (มหาชน) ร่วมลงนามบันทึกความร่วมมือทางวิชาการ เพื่อส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีด้านจีโนมิกส์ ตลอดจนแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านการตรวจคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนักระยะเริ่มต้น

อ่านต่อ expand_circle_right
https://www.dmsc.moph.go.th/upload/nw/pictures/pic-202608051778239015158605105-7721.jpg
กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เผยพบเชื้อแบคทีเรียดื้อยาคาร์บาพีเนม สูงเกินร้อยละ 70 เสี่ยงไม่มียารักษาในอนาคต ชูระบบสุขภาพ One Health เฝ้าระวังภาวะดื้อยาทั้งระบบ และเตือนประชาชนใช้ยาปฏิชีวนะตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด

กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เปิดเผยสถานการณ์เชื้อดื้อยาต้านจุลชีพของประเทศไทยจากข้อมูลเฝ้าระวังย้อนหลัง 10 ปี พบแนวโน้มการดื้อยาของเชื้อแบคทีเรียสำคัญเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะเชื้อ Acinetobacter calcoaceticus-baumannii complex (อะซินีโตแบคเตอร์ แคลโคอะซีติคัส-เบามันนีไอ คอมเพล็กซ์) ซึ่งเป็นเชื้อแบคทีเรียก่อโรคติดเชื้อในโรงพยาบาลที่รุนแรง มีอัตราการดื้อยาปฏิชีวนะกลุ่ม carbapenem (คาร์บาพีเนม) ซึ่งเป็นยาต้านจุลชีพทางเลือกสุดท้าย สูงกว่าร้อยละ 70 สะท้อนความรุนแรงของปัญหาเชื้อดื้อยาที่ส่งผลกระทบต่อระบบสาธารณสุขและทางเลือกในการรักษาผู้ป่วย เตือนประชาชนใช้ยาปฏิชีวนะตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด เพื่อชะลอการดื้อยาในอนาคต

อ่านต่อ expand_circle_right

แผนผังเว็บไซต์