คุณทราบหรือไม่?.. สารหล่อลื่นชนิดใดห้ามใช้กับถุงยางอนามัย

โดย : กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข
23,968
3 พฤษภาคม 2560

        กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เผยผลการทดสอบสารหล่อลื่นที่ใช้กับถุงยางอนามัย พบว่า ห้ามใช้สารหล่อลื่นประเภทน้ำมันทาเพิ่มกับถุงยางอนามัย เพราะทำให้ถุงยางอนามัยเสื่อมสภาพ โดยที่ น้ำมันพืช ทำให้เกิดการเสื่อมสภาพของถุงยางอนามัยสูงสุด รองลงมาได้แก่ เบบี้ออยล์, ปิโตรเลียม เจลลี่ และบอดี้ โลชั่น ดังนั้นจึงควรใช้สารหล่อลื่นประเภทละลายในน้ำ ได้แก่ เค-วาย เจล หล่อลื่น สูตรน้ำ เนื่องจากไม่มีผลทำให้เกิดการเสื่อมสภาพของถุงยางอนามัย ไม่ทำลายยางธรรมชาติ

นายแพทย์สุขุม กาญจนพิมาย อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กล่าวว่า โดยทั่วไปถุงยางอนามัยจะมีการเติมสารหล่อลื่นอยู่แล้ว โดยสารหล่อลื่นที่นิยมใช้ในกระบวนการผลิตถุงยางอนามัยคือ ซิลิโคน ออยล์  (Silicone oil)  เป็นสารหล่อลื่น ที่ละลายในน้ำ ไม่ทำลายคุณภาพเนื้อยาง อย่างไรก็ตาม มาตรฐานถุงยางอนามัย มอก.625-2559 ของกระทรวงอุตสาหกรรม ซึ่งอ้างอิงตามมาตรฐานสากล ISO 4074 : 2015 ไม่ได้กำหนดว่าควรจะเติมสารหล่อลื่นในถุงยางอนามัยปริมาณเท่าไร มีกำหนดเพียงวิธีทดสอบปริมาณสารหล่อลื่น ดังนั้นการเติมปริมาณสารหล่อลื่นในถุงยางอนามัยจึงขึ้นอยู่กับผู้ผลิตเป็นผู้กำหนด ส่วนมาตรฐานขององค์การอนามัยโลก (WHO) กำหนดให้มีปริมาณสารหล่อลื่นในถุงยางอนามัยอยู่ในช่วง 400–600 มิลลิกรัม 
        อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้ต้องการหาสารหล่อลื่นเพิ่มเติมเพื่อใช้กับถุงยางอนามัย กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ขอแนะนำให้ใช้สารหล่อลื่นประเภทใช้น้ำเป็นตัวทำละลาย สามารถหาซื้อได้ตามร้านขายยาทั่วไป ซึ่งจะไม่ทำลายสภาพหรือทำให้คุณภาพถุงยางอนามัยเสียหาย ต่างกับการใช้สารหล่อลื่นที่มีส่วนผสมของน้ำมันพืชหรือน้ำมันแร่ เช่น เบบี้ออยล์, น้ำมันทาผิว, ปิโตรเลียม เจลลี่, น้ำมันปรุงอาหาร และน้ำมันชนิดอื่นๆ เนื่องจากจะทำให้ถุงยางอนามัยเสื่อมสภาพ แตกง่าย ทำให้ไม่สามารถใช้คุมกำเนิดหรือป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ได้
           นายแพทย์สุขุม กล่าวต่ออีกว่า สำนักรังสีและเครื่องมือแพทย์ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ได้ศึกษาผลกระทบของการทาเพิ่มด้วยสารหล่อลื่นชนิดต่างๆ ที่ผู้ใช้มีโอกาสนำมาใช้ร่วมกับถุงยางอนามัย โดยพิจารณาความเหนียวและความยืดตัวของยางจากค่าความดันและปริมาตรขณะแตกของถุงยางอนามัย วิธีทดสอบตาม มอก.625-2559 กำหนดชุดควบคุมเป็นถุงยางอนามัยที่ไม่ทาสารหล่อลื่นเพิ่ม ชุดทดลองเป็นถุงยางอนามัยที่ทาสารหล่อลื่นแต่ละชนิดเพิ่ม แยกเป็นสารหล่อลื่นประเภทใช้น้ำเป็นตัวทำละลาย (water-based lubricant) ได้แก่ เค-วาย เจลหล่อลื่นสูตรน้ำ และสารหล่อลื่นประเภทใช้น้ำมันเป็นตัวทำละลาย (oil-based lubricant) ได้แก่ เบบี้ออยล์, บอดี้ โลชั่น, วาสลีน ปิโตรเลียม เจลลี่ และน้ำมันพืช ได้ทดลองทาสารหล่อลื่นเพิ่มบนถุงยางอนามัยทิ้งไว้เป็นเวลา 5, 10, 30 และ 45 นาที ตามลำดับ แล้วนำไปทดสอบด้วยเครื่องทดสอบความดันและปริมาตรขณะแตกของถุงยางอนามัย
           ผลการทดสอบพบว่า เค-วาย เจลหล่อลื่น สูตรน้ำ ไม่มีผลทำให้เกิดการเสื่อมสภาพของถุงยางอนามัย เนื่องจากเป็นสารหล่อลื่นประเภทละลายในน้ำ ไม่ทำลายพันธะเคมีของยางธรรมชาติ มีค่าความดันและปริมาตรขณะแตกใกล้เคียงกับถุงยางอนามัยชุดควบคุม สำหรับถุงยางอนามัยที่ทาเพิ่มด้วยสารหล่อลื่นประเภทละลายในน้ำมัน พบว่า น้ำมันพืช ทำให้เกิดการเสื่อมสภาพของถุงยางอนามัยสูงสุด รองลงมาได้แก่ เบบี้ออยล์, ปิโตรเลียม เจลลี่ และบอดี้ โลชั่น ตามลำดับ เห็นผลชัดเจนหลังทาทิ้งไว้เพียง 5 นาที เนื่องจากถุงยางอนามัยแตกเร็วขึ้นเมื่อเปรียบเทียบกับถุงยางอนามัยชุดควบคุม 
          นอกจากนี้กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ยังมีพิพิธภัณฑ์ถุงยางอนามัย ผู้สนใจสามารถติดต่อเข้าชมได้ที่สำนักรังสีและเครื่องมือแพทย์ (อาคาร 9 ชั้น 8) กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ถนนติวานนท์  อำเภอเมือง จังหวัดนนทบุรี 11000 โทรศัพท์ 0 2951 0000 ต่อ 99954, 99955 โทรสาร 0 2951 0000 ต่อ 99955 เวลาเข้าชม จันทร์ – ศุกร์ เวลา 9.00 – 16.00 น.

ข่าวประชาสัมพันธ์เกี่ยวข้อง

https://www.dmsc.moph.go.th/upload/nw/pictures/pic-202624071784896248755547611-8151.JPG
กรมวิทย์ฯ ร่วมกับมูลนิธิธาลัสซีเมียฯ ปิดประชุมวิชาการครั้งที่ 27 เดินหน้าประเทศไทยสู่เป้าหมาย “ปลอดโรคธาลัสซีเมียชนิดรุนแรงในประชากรรุ่นใหม่” ด้วยเทคโนโลยีขั้นสูง

กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ร่วมกับมูลนิธิโรคโลหิตจางธาลัสซีเมียแห่งประเทศไทย และภาคีเครือข่าย ปิดฉากการประชุมสัมมนาวิชาการธาลัสซีเมียแห่งชาติ ครั้งที่ 27 ประจำปี 2569 พร้อมมอบรางวัลผลงานวิจัยและผลงานวิชาการดีเด่น ตอกย้ำความร่วมมือทุกภาคส่วนในการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่เป้าหมาย “ปลอดโรคธาลัสซีเมียชนิดรุนแรงในประชากรรุ่นใหม่” ด้วยองค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรมห้องปฏิบัติการขั้นสูง

อ่านต่อ expand_circle_right
https://www.dmsc.moph.go.th/upload/nw/pictures/pic-356276721.jpg
เด็กไทยเกิดใหม่ทุกคน รู้ผลธาลัสซีเมีย ด้วยเทคโนโลยีขั้นสูง รู้เร็ว รักษาเร็ว ลดความรุนแรง มุ่งสู่คนไทยรุ่นใหม่ปลอดโรคธาลัสซีเมีย

กระทรวงสาธารณสุข โดย กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ มูลนิธิโรคโลหิตจางธาลัสซีเมียแห่งประเทศไทย และ ภาคีเครือข่าย ร่วมกันขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ “ประชากรรุ่นใหม่ปลอดโรคธาลัสซีเมีย” โดยมุ่งเน้นการใช้เทคโนโลยีห้องปฏิบัติการขั้นสูง ตรวจวินิจฉัยโรคให้มีความแม่นยำสูงสุด สามารถระบุพาหะและตัวแปรพันธุกรรมที่ซับซ้อนเพื่อการรักษาได้อย่างตรงจุดแม่นยำนำเข้าสู่ระบบบริการและผลักดันให้เป็นสิทธิประโยชน์เพื่อให้ทุกคนเข้าถึงได้ พร้อมเร่งยกระดับห้องปฏิบัติการเครือข่ายทั่วประเทศให้มีคุณภาพมาตรฐานและจัดทำฐานข้อมูลระดับประเทศ เพื่อใช้สนับสนุนการวางนโยบายเพื่อการป้องกันและควบคุมโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน

อ่านต่อ expand_circle_right
https://www.dmsc.moph.go.th/upload/nw/pictures/pic-361965682.jpg
กรมวิทย์ฯ จับมือ กทม. ยกระดับอสส.เมืองกรุง ใช้ชุดทดสอบเบื้องต้น เสริมเกราะคุ้มครองผู้บริโภคนชุมชน

กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ร่วมกับ กรุงเทพมหานคร ติวเข้มอาสาสมัครสาธารณสุขวิทยาศาสตร์การแพทย์ชุมชน (อสส.) และพี่เลี้ยงกว่า 200 ชีวิต ด้วยแนวคิด “บันได 3 ขั้น” ตั้งแต่การเรียนรู้ผ่านระบบดิจิทัล การฝึกใช้ชุดทดสอบเบื้องต้น ไปจนถึงการลงพื้นที่ปฏิบัติงานจริง โดยมีพยาบาลวิชาชีพและเภสัชกรคอยเป็นพี่เลี้ยงดูแลอย่างใกล้ชิด มุ่งสร้างอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อร่วมกันเป็นพลังสำคัญของเครือข่ายเฝ้าระวัง แจ้งเตือนภัย และส่งต่อความรู้ด้านสุขภาพในชุมชน

อ่านต่อ expand_circle_right
https://www.dmsc.moph.go.th/upload/nw/pictures/pic-594091221.jpg
กรมวิทย์ฯ ผนึก สกร. ปั้น “ครูนักวิทย์” 77 จังหวัด ส่งเสริมความรอบรู้วิทยาศาสตร์การแพทย์ สร้างเครือข่ายเฝ้าระวังความปลอดภัยอาหารและสุขภาพในชุมชน

กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข จับมือ กรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) กระทรวงศึกษาธิการ เดินหน้าพัฒนา “ครูนักวิทย์” รุ่นแรก 154 คน จาก 77 จังหวัด เสริมทักษะด้านวิทยาศาสตร์การแพทย์และการใช้ชุดทดสอบเบื้องต้น เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้สู่เยาวชนและประชาชน สร้างเครือข่ายเฝ้าระวังความปลอดภัยด้านอาหาร ผลิตภัณฑ์สุขภาพ สิ่งแวดล้อม และน้ำบริโภคในระดับชุมชน มุ่งยกระดับความรอบรู้ด้านสุขภาพ ลดความเสี่ยง และสร้างสังคมที่ปลอดภัยด้วยหลักฐานเชิงวิทยาศาสตร์

อ่านต่อ expand_circle_right
https://www.dmsc.moph.go.th/upload/nw/pictures/pic-202609071783584009677387105-8075.jpg
กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ร่วมมือ JICA ชูเทคโนโลยีถอดรหัสพันธุกรรมทั้งจีโนม (WGS) ยกระดับระบบเฝ้าระวังวัณโรคเชิงรุก มุ่งยุติวัณโรคของไทย

กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายยุติวัณโรคของประเทศไทย ด้วยการนำเทคโนโลยีจีโนมิกส์และการถอดรหัสพันธุกรรมทั้งจีโนม (Whole Genome Sequencing: WGS) เสริมศักยภาพระบบเฝ้าระวังและสอบสวนโรค เปลี่ยนจากการรอรับผู้ป่วยในโรงพยาบาลสู่การค้นหาเชิงรุก พร้อมยกระดับสู่ "ระบบข่าวกรองสาธารณสุขเชิงรุกที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลจีโนม" เพื่อหยุดการแพร่ระบาดของวัณโรคและวัณโรคดื้อยาอย่างมีประสิทธิภาพ

อ่านต่อ expand_circle_right

แผนผังเว็บไซต์