กรมวิทย์ฯ อบรมผู้ปฏิบัติงานด้านรังสีฯเกี่ยวกับเครื่องเอกซเรย์เต้านมในสถานพยาบาลรัฐ-เอกชน เพื่อจัดทำค่าปริมาณรังสีอ้างอิงของประเทศ

โดย : กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข
656
22 เมษายน 2567

เมื่อวันที่ (23 มกราคม 2567) นายแพทย์ปิยะ ศิริลักษณ์ รองอธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข เป็นประธานในพิธีเปิดการอบรม “การจัดทำค่าปริมาณรังสีอ้างอิงและเฝ้าระวังการใช้รังสีจากการถ่ายภาพรังสี ด้วยเครื่องเอกซเรย์เต้านมระบบ 3 มิติ” และได้รับเกียรติจากวิทยากรผู้เชี่ยวชาญบรรยายในหัวข้อต่างๆ ดังนี้ แพทย์หญิงจิรารัตน์ จิรารยะพงศ์ ภาควิชารังสีวิทยา คณะแพทยศาสตร์จุฬาลงกรณ์ บรรยายในหัวข้อ “Diagnostic Performance of Digital Breast Tomosynthesis” ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.นภาพงษ์ พงษ์นภางค์ ภาควิชารังสีเทคนิค คณะเทคนิคการแพทย์ มหาวิทยาลัยมหิดล บรรยายในหัวข้อ“Quality Control and Quality Assurance in Digital Breast Tomosynthesis” โดยมีนายยุทธนา บางม่วง รองผู้อำนวยการสำนักรังสีและเครื่องมือแพทย์ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เป็นผู้กล่าวรายงาน และมีบุคลากรที่ปฏิบัติงานด้านรังสีวินิจฉัยเกี่ยวกับเครื่องเอกซเรย์เต้านมในสถานพยาบาลภาครัฐ ประกอบด้วย โรงพยาบาลวิทยาลัยแพทย์ จำนวน 16 แห่ง โรงพยาบาลภาครัฐ (สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข กรมการแพทย์ และกรุงเทพมหานคร) จำนวน 38 แห่ง โรงพยาบาลเอกชน จำนวน 37 แห่ง รวมทั้งบุคลากรจากศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ทั้ง 15 แห่งทั่วประเทศ และสำนักรังสีและเครื่องมือแพทย์เข้าร่วมอบรม โดยมีผู้เข้าร่วมอบรมจำนวนทั้งสิ้น 180 คน

นายแพทย์ปิยะ กล่าวว่า ประเทศไทยนำเครื่องเอกซเรย์เต้านมมาใช้งานเพื่อวินิจฉัยโรคมะเร็งเต้านมหรือโรคที่เกิดจากความผิดปกติของเซลล์ที่อยู่ภายในต่อมน้ำนมมากขึ้น ซึ่งปัจจุบันเครื่องเอกซเรย์เต้านมได้มีการพัฒนาเทคโนโลยีในการวินิจฉัยโรคให้มีความทันสมัยมากยิ่งขึ้น โดยมีเทคนิคการถ่ายภาพรังสีด้วยเทคนิคการถ่ายภาพแบบ 3 มิติ (Tomosynthesis) ซึ่งให้รายละเลียดของภาพมากขึ้น ทำให้ผู้ป่วยได้รับการวินิจฉัยในการรักษาที่ถูกต้อง แม่นยำ และลดการถ่ายภาพรังสีซ้ำ แต่อย่างไรก็ตามเทคนิคการถ่ายภาพรังสีด้วยเทคนิค 3 มิตินี้จะต้องใช้ปริมาณรังสีที่สูงขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้ผู้ป่วยได้รับปริมาณรังสีที่สูงกว่าการถ่ายภาพรังสีแบบ 2 มิติ ดังนั้น เพื่อให้การถ่ายภาพรังสีด้วยเทคนิคการถ่ายภาพแบบ 3 มิติ ในผู้ป่วยได้รับประโยชน์มากกว่าผลกระทบที่เกิดจากการปริมาณรังสีที่สูงหรือน้อยเกินไป จนทำให้เกิดการถ่ายภาพรังสีซ้ำ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ โดย สำนักรังสีและเครื่องมือแพทย์และศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ทั้ง 15 แห่งทั่วประเทศ จึงจัดทำค่าปริมาณรังสีอ้างอิงของการถ่ายภาพเอกซเรย์เต้านมแบบ 3 มิติ เพื่อเป็นค่าอ้างอิงให้แก่สถานพยาบาลในการใช้ควบคุมปริมาณรังสีให้เหมาะสม คุ้มค่า และเป็นไปตามพันธกิจของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ในการกำหนดมาตรฐานและพัฒนาห้องปฏิบัติการ เป็นศูนย์กลางข้อมูลและสาธารณสุข ในฐานะห้องปฏิบัติการอ้างอิงด้านรังสีและเครื่องมือแพทย์ของประเทศ

นายแพทย์ปิยะ กล่าวต่อว่า สำหรับการอบรมในครั้งนี้ เพื่อให้สถานพยาบาลหรือหน่วยงานที่ให้บริการตรวจวินิจฉัยเต้านม โดยเครื่องเอกซเรย์เต้านม สามารถนำค่าปริมาณรังสีอ้างอิง (DRLs) ไปใช้เปรียบเทียบค่ากับค่าปริมาณรังสีที่ผู้ป่วยได้รับ โดยคำนึงถึงประสิทธิภาพในการใช้ประโยชน์จากรังสีให้เกิดประโยชน์สูงสุด และเป็นแนวทางการปรับลดปริมาณรังสีที่ไม่จำเป็น ได้อย่างเหมาะสม มีความปลอดภัย เพื่อไม่ไห้มีการใช้ปริมาณรังสีกับผู้ป่วยสูงเกินไป พร้อมทั้งให้ได้ภาพถ่ายทางรังสีที่มีคุณภาพ สามารถนำไปวินิจฉัยโรคได้อย่างถูกต้อง นอกจากนี้ยังสามารถนำไปใช้เป็นค่าทบทวนกระบวนงาน เพื่อพัฒนาการถ่ายภาพรังสีเต้านม ซึ่งมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ผู้ใช้งานเครื่องเอกซเรย์เต้านมจะต้องทราบถึงความสำคัญ ขั้นตอนการเก็บข้อมูลค่าเทคนิค วิธีการคำนวณ และการนำค่าที่ได้ไปใช้งาน วิเคราะห์ทางสถิติ ในทิศทางที่เป็นความรู้ ความเข้าใจในการเก็บข้อมูลให้เป็นไปในรูปแบบเดียวกัน เพื่อลดความผิดพลาดของข้อมูล ลดปัญหาข้อมูลที่ไม่สามารถนำมาวิเคราะห์ผลได้ และจัดทำค่าปริมาณรังสีของเครื่องเอกซเรย์เต้านมได้อย่างถูกต้องตามมาตรฐานสากล ทั้งนี้ สถานพยาบาลหรือหน่วยงานที่ให้บริการตรวจวินิจฉัยเต้านมโดยเครื่องเอกซเรย์เต้านม สามารถดูรายละเอียดหรือสอบถามได้ที่ สำนักรังสีและเครื่องมือแพทย์ โทรศัพท์ 02-951-0000 ต่อ 99854 มือถือ 080-048-7365 หรือที่เว็บไซต์  https://radiation.dmsc.moph.go.th/

 

ข่าวประชาสัมพันธ์เกี่ยวข้อง

https://www.dmsc.moph.go.th/upload/nw/pictures/pic-202604111793775785162321256-8341.jpg
INFOGRAPHIC : กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ให้บริการตรวจเชื้อ Listeria monocytogenes ในอาหาร

กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ให้บริการตรวจวิเคราะห์เชื้อแบคทีเรีย Listeria monocytogenes ในอาหาร ซึ่งเป็นเชื้อก่อโรคที่สามารถเจริญเติบโตได้แม้อยู่ในตู้เย็น การแช่เย็นไม่สามารถยับยั้งเชื้อนี้ได้ทั้งหมด และอาจก่อให้เกิดโรคลิสเทอริโอซิส (Listeriosis) โดยเฉพาะในหญิงตั้งครรภ์ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อทารกในครรภ์ ผู้สูงอายุ และผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ พร้อมแนะผู้บริโภคเลือกซื้อ ปรุง และเก็บรักษาอาหารอย่างถูกสุขลักษณะ แยกอาหารดิบออกจากอาหารพร้อมบริโภค เพื่อลดความเสี่ยงจากการปนเปื้อนเชื้อก่อโรค

อ่านต่อ expand_circle_right
https://www.dmsc.moph.go.th/upload/nw/pictures/pic-732911597.jpg
กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ให้บริการตรวจเชื้อลิสเทอเรียในอาหาร เตือนเชื้อนี้เจริญเติบโตได้แม้อยู่ในตู้เย็น แนะเก็บแยกอาหารดิบออกจากอาหารพร้อมบริโภค ลดความเสี่ยงจากการปนเปื้อนเชื้อก่อโรค

กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ให้บริการตรวจวิเคราะห์เชื้อแบคทีเรีย Listeria monocytogenes ในอาหาร ซึ่งเป็นเชื้อก่อโรคที่สามารถเจริญเติบโตได้แม้อยู่ในตู้เย็น การแช่เย็นไม่สามารถยับยั้งเชื้อนี้ได้ทั้งหมด และอาจก่อให้เกิดโรคลิสเทอริโอซิส (Listeriosis) โดยเฉพาะในหญิงตั้งครรภ์ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อทารกในครรภ์ ผู้สูงอายุ และผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ พร้อมแนะผู้บริโภคเลือกซื้อ ปรุง และเก็บรักษาอาหารอย่างถูกสุขลักษณะ แยกอาหารดิบออกจากอาหารพร้อมบริโภค เพื่อลดความเสี่ยงจากการปนเปื้อนเชื้อก่อโรค

อ่านต่อ expand_circle_right
https://www.dmsc.moph.go.th/upload/nw/pictures/pic-415055800.jpg
กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ แนะผู้ประกอบการนำรายงานผลการทดสอบไปใช้อ้างอิงอย่างถูกต้อง ห้ามนำรายงานผลการทดสอบไปใช้อ้างอิงเกินจริง ย้ำใบรายงานผลทดสอบไม่ใช่ใบรับรองผลิตภัณฑ์

กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข แนะผู้ประกอบการนำรายงานผลการทดสอบไปใช้อ้างอิงและประชาสัมพันธ์อย่างถูกต้อง หลังพบการนำผลทดสอบไปเผยแพร่คลาดเคลื่อนจากข้อเท็จจริง ย้ำใบรายงานผลการทดสอบแต่ละฉบับรับรองผลเฉพาะตัวอย่างที่ได้รับเท่านั้น ไม่ใช่การรับรองผลิตภัณฑ์ ต้องไม่กล่าวอ้างเกินขอบเขตการทดสอบ หรือทำให้ประชาชนเข้าใจผิด เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและคุ้มครองผู้บริโภค

อ่านต่อ expand_circle_right
https://www.dmsc.moph.go.th/upload/nw/pictures/pic-789496760.jpg
กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ชู 5 นโยบายปี 2570 ยกระดับสุขภาพประชาชน ลดค่าใช้จ่ายระบบสาธารณสุข

กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข มุ่งใช้ศักยภาพด้านวิทยาศาสตร์การแพทย์เป็นกลไกสำคัญในการสนับสนุนระบบสาธารณสุขของประเทศ ผ่าน 5 นโยบายสำคัญในปีงบประมาณ 2570 ยกระดับการป้องกันโรคและคุณภาพบริการสุขภาพ ตั้งแต่การตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก ตรวจคัดกรองโรคแม่และเด็ก ไปจนถึงการจัดทำแนวทางการตรวจทางห้องปฏิบัติการ ทั้งการตรวจห้องปฏิบัติการทางการแพทย์และรังสีวินิจฉัยอย่างสมเหตุผล ตลอดจนสนับสนุนการป้องกันและควบคุมการติดเชื้อในโรงพยาบาล เพื่อให้ประชาชนได้รับบริการที่มีคุณภาพ ปลอดภัย ควบคู่กับการใช้ทรัพยากรด้านสุขภาพอย่างคุ้มค่าและยั่งยืน

อ่านต่อ expand_circle_right
https://www.dmsc.moph.go.th/upload/nw/pictures/pic-163174526.jpg
กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ พร้อมตรวจ “กาฬโรค” รู้ผลใน 24 ชั่วโมง ย้ำยึดหลักตามมาตรฐานความปลอดภัยชีวนิรภัยระดับ 3

กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ในฐานะห้องปฏิบัติการอ้างอิงของประเทศ มีความพร้อมและศักยภาพด้านความปลอดภัยทางชีวภาพระดับ 3 (Biosafety Level 3: BSL-3) รองรับการตรวจวินิจฉัยเชื้อก่อโรคกาฬโรคได้อย่างรวดเร็ว ถูกต้อง และปลอดภัย เพื่อสนับสนุนการเฝ้าระวัง ป้องกัน และควบคุมโรคของประเทศ ย้ำกาฬโรคเป็นโรคติดเชื้อที่มีความรุนแรง การเก็บและนำส่งตัวอย่าง รวมถึงการตรวจวินิจฉัยทางห้องปฏิบัติการ จึงต้องดำเนินการอย่างถูกต้องและปลอดภัย

อ่านต่อ expand_circle_right

แผนผังเว็บไซต์