สารหล่อลื่นชนิดใด ห้ามใช้กับถุงยางอนามัย

โดย : กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข
2,115
22 เมษายน 2567

โดยปกติของถุงยางอนามัยจะมีการเติมสารหล่อลื่นอยู่แล้ว โดยสารหล่อลื่นที่นิยมใช้ในกระบวนการผลิตถุงยางอนามัย คือ ซิลิโคน ออยล์ (Silicone Oil) ซึ่งเป็นสารหล่อลื่นที่ไม่ละลายน้ำ และไม่ทำลายคุณภาพของเนื้อยาง ซึ่งการเติมปริมาณสารหล่อลื่นในถุงยางอนามัยจะขึ้นอยู่กับผู้ผลิตเป็นผู้กำหนด ส่วนมาตรฐานขององค์การอนามัยโลก (WHO) กำหนดให้มีปริมาณสารหล่อลื่นในถุงยางอนามัยอยู่ในช่วง 400 - 600 มิลลิกรัม 

 

    และสำหรับใครที่ต้องการหาสารหล่อลื่นเพิ่มเติมเพื่อใช้กับถุงยางอนามัย กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ขอแนะนำให้ใช้สารหล่อลื่นประเภทใช้น้ำเป็นตัวทำละลาย ซึ่งสามารถหาซื้อได้ตามร้านขายยาทั่วไป เช่น เค-วาย เจลลี่ คิว-ซี เจลลี่ ดูราเจล หรือกลีเซอลีน เป็นต้น ซึ่งสารหล่อลื่นประเภทนี้จะไม่ทำลายสภาพหรือทำให้คุณภาพถุงยางเสียหาย 

 

🏢กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์เตือน สารหล่อลื่นชนิดใดที่ห้ามนำมาใช้กับถุงยางอนามัย ได้แก่

❌เบบี้ออยล์

❌น้ำมันพืช

❌น้ำมันทาผิว

❌ปิโตรเลียม เจลลี่

❌น้ำมันปรุงอาหาร

❌และน้ำมันชนิดอื่นๆ 

    เพราะสารหล่อลื่นข้างต้นที่กล่าวมาจะทำให้ถุงยางอนามัยเสื่อมสภาพ แตกง่าย ทำให้ไม่สามารถใช้คุมกำเนิด หรือป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ได้ 

 

    📌สำนักรังสีและเครื่องมือแพทย์  กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ได้ศึกษาผลกระทบของการทาเพิ่มด้วยสารหล่อลื่นชนิดต่างๆ ที่ผู้ใช้มีโอกาสนำมาใช้ร่วมกับถุงยางอนามัย โดยพิจารณาความเหนียวและความยืดตัวของยางจากค่าความดันและปริมาตรขณะแตกของถุงยางอนามัย กำหนดชุดควบคุมเป็นถุงยางอนามัยที่ไม่ทาสารหล่อลื่นเพิ่ม ชุดทดลองเป็นถุงยางอนามัยที่ทาสารหล่อลื่นแต่ละชนิดเพิ่ม แยกเป็นสารหล่อลื่นประเภทใช้น้ำเป็นตัวทำละลาย (water-based lubricant) ได้แก่ เค-วาย เจลหล่อลื่นสูตรน้ำ และสารหล่อลื่นประเภทใช้น้ำมันเป็นตัวทำละลาย (oil-based lubricant) ได้แก่ เบบี้ออยล์, บอดี้โลชั่น, วาสลีน ปิโตรเลียม เจลลี่ และ น้ำมันพืช ได้ทดลองทาสารหล่อลื่นเพิ่มบนถุงยางอนามัยทิ้งไว้เป็นเวลา 5 10 30 และ 45 นาที ตามลำดับ แล้วนำไปทดสอบด้วยเครื่องทดสอบความดันและปริมาตรขณะแตกของถุงยางอนามัย ได้ผลการทดสอบว่า เค-วาย เจลหล่อลื่นสูตรน้ำ ไม่มีผลทำให้เกิดการเสื่อมสภาพของถุงยางอนามัย เนื่องจากเป็นสารหล่อลื่นประเภทละลายในน้ำ ไม่ทำลายเคมีของยางธรรมชาติ  โดยมีค่าความดันและปริมาตรขณะแตกใกล้เคียงกับถุงยางอนามัยชุดควบคุม สำหรับถุงยางอนามัยที่ทาเพิ่มด้วยสารหล่อลื่นประเภทละลายน้ำมัน พบว่า “น้ำมันพืช” ทำให้เกิดการเสื่อมสภาพของถุงยางอนามัยสูงสุด รองลงมาได้แก่ เบบี้ออยล์, ปิโตรเลียมเจลลี่ และ บอดี้โลชั่น ตามลำดับ ซึ่งเห็นผลได้อย่างชัดเจนหลังทาทิ้งไว้เพียง 5 นาที เนื่องจากถุงยางอนามัยแตกเร็วขึ้นเมื่อเปรียบเทียบกับถุงยางอนามัยชุดควบคุม 

 

ถ้ารู้แบบนี้แล้ว แนะนำให้หาซื้อสารหล่อลื่นที่จะไม่ทำให้ถุงยางอนามัยเสื่อมประสิทธิภาพดีกว่านะ ลงทุนไม่มาก แต่ได้ความปลอดภัยแบบ 100% และหาซื้อง่ายตามร้านขายยาทั่วไป ไม่ควรซื้อสารหล่อลื่นอะไรมาก็ได้นะ เพราะเสี่ยงที่จะเสื่อมประสิทธิภาพได้อย่างแน่นอน เพราะป้องกันไว้ดีกว่าแก้เสมอ⚡


ทั้งนี้ สำนักรังสีและเครื่องมือแพทย์ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ให้บริการทดสอบคุณภาพถุงยางอนามัย ส่งตัวอย่างได้ที่ ศูนย์รวมบริการกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ โทร. 0 2589 9850-7 ต่อ 98150, 98152,  99968 , มือถือ 098-9156809 สอบถามข้อมูลวิชาการ โทร. 0 2589 9850-7 ต่อ 99954, 99955

 

ข่าวประชาสัมพันธ์เกี่ยวข้อง

https://www.dmsc.moph.go.th/upload/nw/pictures/pic-202611091789092425354666245-8225.jpg
สาธารณสุขมอบรางวัล Lab Cost Efficiency Excellence Award ภายในปี 2569 ลดค่าใช้จ่ายด้านวิทยาศาสตร์การแพทย์ ได้ถึง 658 ล้านบาท พร้อมชู 10 โรงพยาบาลต้นแบบ บริหารค่าแล็บคุ้มค่า

กระทรวงสาธารณสุขมอบรางวัล Lab Cost Efficiency Excellence Award เชิดชู 10 โรงพยาบาลต้นแบบที่มีผลการดำเนินงานดีเด่นระดับประเทศ ในการบริหารจัดการค่าใช้จ่ายด้านการตรวจทางห้องปฏิบัติการอย่างมีประสิทธิภาพ ผ่าน 3 กลไกสำคัญ ได้แก่ การตรวจอย่างสมเหตุผล ตรวจที่จำเป็นและเหมาะสม และการจัดซื้อในราคาที่เหมาะสม เพื่อให้ประชาชนได้รับการตรวจวินิจฉัยที่มีมาตรฐาน ระบบสุขภาพสามารถใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน

อ่านต่อ expand_circle_right
https://www.dmsc.moph.go.th/upload/nw/pictures/pic-202631081788165046699687395-8219.jpg
กรมวิทย์ฯ ยกระดับมาตรฐานโรงแรม 3 จังหวัดอันดามัน มอบประกาศนียบัตร 109 แห่ง ขับเคลื่อน โรงแรมสะอาด ปลอดภัย ได้มาตรฐาน ด้วย 3 C สร้างความเชื่อมั่นนักท่องเที่ยว

กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข จัดอบรมถ่ายทอดองค์ความรู้และมอบประกาศนียบัตร ตามโครงการ “โรงแรมสะอาด ปลอดภัย ได้มาตรฐาน เพื่อสนับสนุนการท่องเที่ยวของประเทศไทย” ภายใต้ 3C : Clean Bed, Clean Air, Clean Food ในพื้นที่จังหวัดภูเก็ต กระบี่ และพังงา ประจำปี พ.ศ. 2569 พร้อมมอบประกาศนียบัตร ตราสัญลักษณ์ DMSc Certified แก่โรงแรมที่ผ่านการดำเนินงานตามโครงการ จำนวน 109 แห่ง มุ่งยกระดับความปลอดภัยด้านสุขอนามัย สร้างความเชื่อมั่นแก่นักท่องเที่ยว และสนับสนุนการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ควบคู่การขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ

อ่านต่อ expand_circle_right

แผนผังเว็บไซต์