กรมวิทย์ฯ ถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตชุดทดสอบอัลฟ่าธาลัสซีเมีย 1 ให้เอกชนขยายช่องทางการให้บริการประชาชน

โดย : กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข
3,110
21 เมษายน 2560

 

                   กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตชุดทดสอบตรวจความผิดปกติของยีนอัลฟ่าธาลัสซีเมีย 1 (Alpha-thalassemia 1) เพื่อให้สามารถนำไปผลิตและจำหน่ายในเชิงพาณิชย์ได้ เป็นการขยายช่องทางการให้บริการสู่หน่วยงานที่ต้องการใช้ชุดทดสอบนี้ได้มากยิ่งขึ้น ที่ผ่านมาพบคนไทยเป็นพาหะธาลัสซีเมียราว 24 ล้านคนและแต่ละปีมีเด็กเกิดใหม่ป่วยเป็นโรคธาลัสซีเมียมากกว่า 12,000 ราย คิดเป็นค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพประมาณ 6 พันล้านบาทต่อปี

วันนี้ (18 เมษายน 2560) ที่กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ จ.นนทบุรี นายแพทย์สุขุม กาญจนพิมาย อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กล่าวภายหลังเป็นประธานพิธีลงนามสัญญาการถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตชุดทดสอบตรวจความผิดปกติของยีนอัลฟ่าธาลัสซีเมีย 1 (Alpha-thalassemia 1) ระหว่าง กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กับ บริษัท ยีน เอ็กซ์เซลเลนส์ จำกัด ว่า โรคธาลัสซีเมียเป็นโรคโลหิตจางเรื้อรังที่เกิดจากความผิดปกติของยีนที่เกี่ยวข้องในการสังเคราะห์ฮีโมโกลบินของเม็ดเลือดแดง ทำให้เม็ดเลือดแดงแตกง่าย ผู้ที่เป็นโรคนี้จะมีอาการตั้งแต่มีโลหิตจางเล็กน้อย โลหิตจางมาก ไปจนถึงอาการรุนแรงมากจนเสียชีวิตตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดา หรือหลังคลอดไม่นาน ส่วนผู้ที่ไม่เป็นโรค หรือที่เรียกว่าเป็นพาหะจะมีสุขภาพแข็งแรงเช่นเดียวกับคนปกติทั่วไป แต่สามารถถ่ายทอดยีนที่ผิดปกติไปสู่ลูกหลานได้  ประเทศไทยพบพาหะธาลัสซีเมียประมาณร้อยละ 30-40 ของประชากรหรือประมาณ 18-24 ล้านคน ในแต่ละปีมีผู้ป่วย โดยรวมประมาณ 6 แสนคน และมีมารดาที่เสี่ยงต่อการมีบุตรเป็นโรคธาลัสซีเมียประมาณ 5 หมื่นราย มีเด็กเกิดใหม่ ป่วยเป็นโรคธาลัสซีเมียมากกว่า 12,000 ราย โรคนี้สามารถรักษาให้หายขาดได้โดยการปลูกถ่ายไขกระดูก แต่ไม่สามารถทำได้ ทุกคนเนื่องจากมีค่าใช้จ่ายในการดำเนินการสูงมาก และต้องมีผู้บริจาคไขกระดูกที่เข้ากับผู้ป่วยได้ การรักษาโดยทั่วไป จึงเป็นการรักษาแบบประคับประคองตามอาการ คิดเป็นค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพปีละประมาณ 5,000–6,000 ล้านบาท อย่างไรก็ตามโรคธาลัสซีเมียสามารถควบคุมและป้องกันได้ โดยการเก็บตัวอย่างเลือดหญิงตั้งครรภ์และสามี ส่งตรวจความผิดปกติทางห้องปฏิบัติการ
     อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ในฐานะหน่วยงานที่มีภารกิจหลักในการตรวจวินิจฉัย ยืนยัน และพัฒนาระบบประกันคุณภาพทางห้องปฏิบัติการเพื่อสนับสนุนการควบคุมและป้องกันโรคธาลัสซีเมีย ชนิดรุนแรงของประเทศ ได้มีการคิดค้นและพัฒนาชุดทดสอบตรวจความผิดปกติของยีนอัลฟ่าธาลัสซีเมีย 1 (Alpha-thalassemia 1) มาตั้งแต่ปี 2551 ซึ่งสามารถตรวจหาความผิดปกติของยีนธาลัสซีเมียที่พบในประเทศไทยได้ครบทั้ง 2 ชนิด คือชนิด SEA (Southeast Asia) และชนิด Thai (ไทย) โดยอาศัยหลักการการเพิ่มปริมาณดีเอ็นเอ และการตรวจวิเคราะห์ความผิดปกติของยีน (Relative Quantitative PCR) นับเป็นนวัตกรรมทางวิทยาศาสตร์การแพทย์ครั้งแรกของโลกที่สามารถตรวจหาความผิดปกติของยีนอัลฟ่าธาลัสซีเมีย 1 ทั้ง 2 ชนิดได้ในคราวเดียวกัน ช่วยลดขั้นตอนและระยะเวลาการตรวจจาก 6 ชั่วโมง เหลือเพียง 3 ชั่วโมง โดยตั้งแต่ปี พ.ศ.2552-2560 มีหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชนที่นำชุดทดสอบดังกล่าวไปใช้ประโยชน์แล้วจำนวนกว่า 155,600 การทดสอบ รวมมูลค่า 12,448,000 บาท 
   “การถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตชุดทดสอบตรวจความผิดปกติของยีนอัลฟ่าธาลัสซีเมีย 1 (Alpha-thalassemia 1) ให้บริษัทเอกชนนำไปผลิตและจำหน่ายเชิงพาณิชย์ในราคาที่เหมาะสมภายใต้การดูแลองค์ความรู้และเทคโนโลยีของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ จะเป็นการเพิ่มศักยภาพของชุดทดสอบและเพิ่มช่องทางการให้บริการกับหน่วยงานที่มีความประสงค์ใช้ชุดทดสอบนี้ได้มากยิ่งขึ้นเพื่อประโยชน์ต่อประชาชน” นายแพทย์สุขุมกล่าว

ข่าวประชาสัมพันธ์เกี่ยวข้อง

https://www.dmsc.moph.go.th/upload/nw/pictures/pic-202621051779354700629842973-7813.jpg
กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ปั้น “พี่เลี้ยงด้านวิทยาศาสตร์การแพทย์ชุมชน” ทำหน้าที่ถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านสุขภาพ และดูแลความปลอดภัยให้กับประชาชนในพื้นที่

นพ.พิเชฐ บัญญัติ รองอธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เป็นประธานเปิดการอบรม “หลักสูตรพี่เลี้ยงด้านวิทยาศาสตร์การแพทย์ชุมชน (Community Medical Science Mentorship Program)” การอบรมครั้งนี้จัดขึ้นในรูปแบบการประชุมทางไกลผ่านระบบออนไลน์ (Zoom Meeting) และ Facebook Live โดยมีผู้บริหารกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ วิทยากร และผู้เข้าร่วมจากหลายภาคส่วน ได้แก่ บุคลากรสำนักงานสาธารณสุขอำเภอ โรงพยาบาล สถานีอนามัยเฉลิมพระเกียรติ 60 พรรษา นวมินทราชินี โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล รวมถึงบุคลากรจากกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาค จำนวนกว่า 1,000 คน

อ่านต่อ expand_circle_right
https://www.dmsc.moph.go.th/upload/nw/pictures/pic-202619051779180717921553458-7805.jpg
ความร่วมมือวิจัย "ตรวจคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนักระยะเริ่มต้นด้วยเทคโนโลยี DNA Methylation"

นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข พร้อมด้วย นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข เป็นสักขีพยานในพิธีลงนามความร่วมมือทางวิชาการ “โครงการวิจัยร่วมไทยด้านการตรวจคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนักระยะเริ่มต้นด้วยเทคโนโลยี DNA Methylation และนิเวศจุลชีพในลำไส้” (Thailand Joint Research Programme for DNA Methylation-Based Colorectal Cancer Early Screening and Intestinal Microecology) ณ ห้องประชุมชัยนาทนเรนทร สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข จังหวัดนนทบุรี เพื่อส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีด้านจีโนมิกส์ ตลอดจนแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านการตรวจคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนักระยะเริ่มต้น

อ่านต่อ expand_circle_right
https://www.dmsc.moph.go.th/upload/nw/pictures/pic-202614051778758837564688370-7763.jpg
กรมวิทย์ฯ จับมือพันธมิตรไทย-จีน วิจัยตรวจมะเร็งลำไส้ใหญ่ ด้วยเทคโนโลยี DNA ตรวจง่าย แม่นยำสูง

วันที่ 14 พฤษภาคม 2569 - นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข พร้อมด้วย นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข เป็นสักขีพยานในพิธีลงนามความร่วมมือทางวิชาการ “โครงการวิจัยร่วมไทยด้านการตรวจคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนักระยะเริ่มต้นด้วยเทคโนโลยี DNA Methylation และนิเวศจุลชีพในลำไส้” (Thailand Joint Research Programme for DNA Methylation-Based Colorectal Cancer Early Screening and Intestinal Microecology) ระหว่างกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ บริษัท บีจีไอ เฮลท์ (ฮ่องกง) จำกัด และบริษัท แบงคอกจีโนมิกส์อินโนเวชั่น จำกัด (มหาชน) ณ ห้องประชุมชัยนาทนเรนทร สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข จังหวัดนนทบุรี โดยมี ดร.นพ.สราวุฒิ บุญสุข อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ นายโหว หย่ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัทบีจีไอ จีโนมิกส์ และนายกรพจน์ อัศวินวิจิตร ประธานกรรมการบริหาร บริษัท แบงคอกจีโนมิกส์อินโนเวชั่น จำกัด (มหาชน) ร่วมลงนามบันทึกความร่วมมือทางวิชาการ เพื่อส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีด้านจีโนมิกส์ ตลอดจนแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านการตรวจคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนักระยะเริ่มต้น

อ่านต่อ expand_circle_right
https://www.dmsc.moph.go.th/upload/nw/pictures/pic-202608051778239015158605105-7721.jpg
กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เผยพบเชื้อแบคทีเรียดื้อยาคาร์บาพีเนม สูงเกินร้อยละ 70 เสี่ยงไม่มียารักษาในอนาคต ชูระบบสุขภาพ One Health เฝ้าระวังภาวะดื้อยาทั้งระบบ และเตือนประชาชนใช้ยาปฏิชีวนะตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด

กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เปิดเผยสถานการณ์เชื้อดื้อยาต้านจุลชีพของประเทศไทยจากข้อมูลเฝ้าระวังย้อนหลัง 10 ปี พบแนวโน้มการดื้อยาของเชื้อแบคทีเรียสำคัญเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะเชื้อ Acinetobacter calcoaceticus-baumannii complex (อะซินีโตแบคเตอร์ แคลโคอะซีติคัส-เบามันนีไอ คอมเพล็กซ์) ซึ่งเป็นเชื้อแบคทีเรียก่อโรคติดเชื้อในโรงพยาบาลที่รุนแรง มีอัตราการดื้อยาปฏิชีวนะกลุ่ม carbapenem (คาร์บาพีเนม) ซึ่งเป็นยาต้านจุลชีพทางเลือกสุดท้าย สูงกว่าร้อยละ 70 สะท้อนความรุนแรงของปัญหาเชื้อดื้อยาที่ส่งผลกระทบต่อระบบสาธารณสุขและทางเลือกในการรักษาผู้ป่วย เตือนประชาชนใช้ยาปฏิชีวนะตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด เพื่อชะลอการดื้อยาในอนาคต

อ่านต่อ expand_circle_right

แผนผังเว็บไซต์