กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ พัฒนาวิธีตรวจสอบประสิทธิภาพวัคซีนป้องกันวัณโรค รู้ผลภายใน 2 วัน แห่งแรกในเอเชีย

โดย : กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข
1,914
10 พฤศจิกายน 2560

กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ พัฒนาวิธีการตรวจวิเคราะห์ความแรง เพื่อดูประสิทธิภาพวัคซีนป้องกันวัณโรคหรือวัคซีนบีซีจี รู้ผลได้ภายในเวลา 2 วัน จากเดิมที่ใช้เวลาตรวจวิเคราะห์นานถึง 1 เดือน ถือเป็นห้องปฏิบัติการแห่งแรกในเอเชียที่พัฒนาวิธีตรวจใหม่ เตรียมนำมาใช้ในการควบคุมคุณภาพวัคซีนบีซีจีที่ผลิตในประเทศ


นายแพทย์สุขุม กาญจนพิมาย อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เปิดเผยว่า ในการตรวจความแรงเพื่อดูประสิทธิภาพของวัคซีนป้องกันวัณโรค หรือวัคซีนบีซีจี นั้น วิธีมาตรฐานที่องค์การอนามัยโลกแนะนำและห้องปฏิบัติการส่วนใหญ่ใช้อยู่ในปัจจุบัน คือการนับจำนวนของเชื้อมีชีวิตในวัคซีนโดยตรง ซึ่งต้องเพาะเลี้ยงเชื้อบนอาหารที่มีความจำเพาะแตกต่างจากแบคทีเรียทั่วไป และเนื่องจากเชื้อมัยโครแบคทีเรีย เจริญเติบโตช้ามากในการบ่มเพาะเลี้ยงเชื้อ ทำให้การนับจำนวนเชื้อบนอาหารเลี้ยงเชื้อกินระยะเวลาอย่างน้อย 1 เดือน นอกจากนี้กรรมวิธีในการเตรียมอาหารเลี้ยงเชื้อและการทดสอบมีความยุ่งยากซับซ้อน ต้องใช้หลอดทดลองจำนวนมาก สถาบันชีววัตถุ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ จึงได้พยายามศึกษาและพัฒนาวิธีทางเลือกใหม่ของการตรวจความแรงของวัคซีนบีซีจี คือการตรวจวัดระดับพลังงาน ATP โดยวิธี Intracellular ATP Assay ซึ่งวัด ATP ที่มีอยู่ในสิ่งมีชีวิตทั่วไปโดยอาศัยหลักการที่ว่าเชื้อแบคทีเรียที่มีชีวิตจะมีการผลิตพลังงาน ATP ออกมาโดยมีปริมาณที่สัมพันธ์กับปริมาณของเชื้อที่มีชีวิต ทำให้สามารถตรวจหาระดับความแรงหรือปริมาณของเชื้อในวัคซีนจากปริมาณ ATP ได้ 

อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กล่าวต่ออีกว่า วิธีนี้มีข้อดีหลายอย่าง เช่น รู้ผลได้ภายในเวลา 2 วัน เป็นวิธีที่ง่าย ไม่ซับซ้อน ราคาค่าตรวจวิเคราะห์ไม่แตกต่างจากวิธีเดิม เนื่องจากน้ำยาสกัดสามารถเตรียมเองในห้องปฏิบัติการโดยมีผลการทดสอบไม่แตกต่างจากน้ำยาสกัดจากบริษัททำให้สามารถลดค่าใช้จ่ายลงได้ เป็นต้น ปัจจุบันวิธีดังกล่าวได้ผ่านกระบวนการทดสอบความถูกต้องของวิธีตามมาตรฐานสากลแล้วสามารถนำมาใช้เป็นวิธีมาตรฐานได้ และเพื่อยืนยันว่าวิธีมาตรฐานนี้สามารถนำมาใช้ได้กับตัวอย่างจริง สถาบันชีววัตถุ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ จึงได้ทดสอบกับตัวอย่างวัคซีนที่ผลิตในประเทศไม่น้อยกว่า 20 รุ่นการผลิต โดยเทียบผลระหว่างวิธีเก่าและวิธีใหม่ ผลการทดสอบให้ข้อมูลที่สอดคล้องกันโดยมีวัคซีนมาตรฐานสากลเป็นตัวควบคุมการทดสอบ ดังนั้น คาดว่าในปีหน้า สถาบันชีววัตถุ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ จะนำวิธีใหม่นี้มาใช้ในการควบคุมรุ่นการผลิตวัคซีนบีซีจีที่ผลิตในประเทศ โดยจะกำหนดเกณฑ์การยอมรับสำหรับการตรวจความแรงด้วยวิธีใหม่ และกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์มีแผนที่จะถ่ายทอดเทคนิคการตรวจให้กับผู้ผลิตในประเทศ ซึ่งจะทำให้ลดระยะเวลาการตรวจวิเคราะห์ลงได้อย่างมาก ช่วยให้สามารถปล่อยผ่านวัคซีนไปสู่ท้องตลาดได้เร็วขึ้น  

“นอกจากจะได้ประโยชน์ในการลดระยะเวลาการตรวจแล้ว ยังเป็นการแสดงศักยภาพของห้องปฏิบัติการควบคุมคุณภาพวัคซีนของประเทศไทย ที่สามารถพัฒนาวิธีการตรวจความแรงวัคซีนบีซีจี เป็นแห่งแรกในประเทศแถบเอเชียอีกด้วย” นายแพทย์สุขุม กล่าวทิ้งท้าย





ข่าวประชาสัมพันธ์เกี่ยวข้อง

https://www.dmsc.moph.go.th/upload/nw/pictures/pic-202604111793775785162321256-8341.jpg
INFOGRAPHIC : กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ให้บริการตรวจเชื้อ Listeria monocytogenes ในอาหาร

กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ให้บริการตรวจวิเคราะห์เชื้อแบคทีเรีย Listeria monocytogenes ในอาหาร ซึ่งเป็นเชื้อก่อโรคที่สามารถเจริญเติบโตได้แม้อยู่ในตู้เย็น การแช่เย็นไม่สามารถยับยั้งเชื้อนี้ได้ทั้งหมด และอาจก่อให้เกิดโรคลิสเทอริโอซิส (Listeriosis) โดยเฉพาะในหญิงตั้งครรภ์ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อทารกในครรภ์ ผู้สูงอายุ และผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ พร้อมแนะผู้บริโภคเลือกซื้อ ปรุง และเก็บรักษาอาหารอย่างถูกสุขลักษณะ แยกอาหารดิบออกจากอาหารพร้อมบริโภค เพื่อลดความเสี่ยงจากการปนเปื้อนเชื้อก่อโรค

อ่านต่อ expand_circle_right
https://www.dmsc.moph.go.th/upload/nw/pictures/pic-732911597.jpg
กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ให้บริการตรวจเชื้อลิสเทอเรียในอาหาร เตือนเชื้อนี้เจริญเติบโตได้แม้อยู่ในตู้เย็น แนะเก็บแยกอาหารดิบออกจากอาหารพร้อมบริโภค ลดความเสี่ยงจากการปนเปื้อนเชื้อก่อโรค

กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ให้บริการตรวจวิเคราะห์เชื้อแบคทีเรีย Listeria monocytogenes ในอาหาร ซึ่งเป็นเชื้อก่อโรคที่สามารถเจริญเติบโตได้แม้อยู่ในตู้เย็น การแช่เย็นไม่สามารถยับยั้งเชื้อนี้ได้ทั้งหมด และอาจก่อให้เกิดโรคลิสเทอริโอซิส (Listeriosis) โดยเฉพาะในหญิงตั้งครรภ์ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อทารกในครรภ์ ผู้สูงอายุ และผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ พร้อมแนะผู้บริโภคเลือกซื้อ ปรุง และเก็บรักษาอาหารอย่างถูกสุขลักษณะ แยกอาหารดิบออกจากอาหารพร้อมบริโภค เพื่อลดความเสี่ยงจากการปนเปื้อนเชื้อก่อโรค

อ่านต่อ expand_circle_right
https://www.dmsc.moph.go.th/upload/nw/pictures/pic-415055800.jpg
กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ แนะผู้ประกอบการนำรายงานผลการทดสอบไปใช้อ้างอิงอย่างถูกต้อง ห้ามนำรายงานผลการทดสอบไปใช้อ้างอิงเกินจริง ย้ำใบรายงานผลทดสอบไม่ใช่ใบรับรองผลิตภัณฑ์

กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข แนะผู้ประกอบการนำรายงานผลการทดสอบไปใช้อ้างอิงและประชาสัมพันธ์อย่างถูกต้อง หลังพบการนำผลทดสอบไปเผยแพร่คลาดเคลื่อนจากข้อเท็จจริง ย้ำใบรายงานผลการทดสอบแต่ละฉบับรับรองผลเฉพาะตัวอย่างที่ได้รับเท่านั้น ไม่ใช่การรับรองผลิตภัณฑ์ ต้องไม่กล่าวอ้างเกินขอบเขตการทดสอบ หรือทำให้ประชาชนเข้าใจผิด เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและคุ้มครองผู้บริโภค

อ่านต่อ expand_circle_right
https://www.dmsc.moph.go.th/upload/nw/pictures/pic-789496760.jpg
กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ชู 5 นโยบายปี 2570 ยกระดับสุขภาพประชาชน ลดค่าใช้จ่ายระบบสาธารณสุข

กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข มุ่งใช้ศักยภาพด้านวิทยาศาสตร์การแพทย์เป็นกลไกสำคัญในการสนับสนุนระบบสาธารณสุขของประเทศ ผ่าน 5 นโยบายสำคัญในปีงบประมาณ 2570 ยกระดับการป้องกันโรคและคุณภาพบริการสุขภาพ ตั้งแต่การตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก ตรวจคัดกรองโรคแม่และเด็ก ไปจนถึงการจัดทำแนวทางการตรวจทางห้องปฏิบัติการ ทั้งการตรวจห้องปฏิบัติการทางการแพทย์และรังสีวินิจฉัยอย่างสมเหตุผล ตลอดจนสนับสนุนการป้องกันและควบคุมการติดเชื้อในโรงพยาบาล เพื่อให้ประชาชนได้รับบริการที่มีคุณภาพ ปลอดภัย ควบคู่กับการใช้ทรัพยากรด้านสุขภาพอย่างคุ้มค่าและยั่งยืน

อ่านต่อ expand_circle_right
https://www.dmsc.moph.go.th/upload/nw/pictures/pic-163174526.jpg
กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ พร้อมตรวจ “กาฬโรค” รู้ผลใน 24 ชั่วโมง ย้ำยึดหลักตามมาตรฐานความปลอดภัยชีวนิรภัยระดับ 3

กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ในฐานะห้องปฏิบัติการอ้างอิงของประเทศ มีความพร้อมและศักยภาพด้านความปลอดภัยทางชีวภาพระดับ 3 (Biosafety Level 3: BSL-3) รองรับการตรวจวินิจฉัยเชื้อก่อโรคกาฬโรคได้อย่างรวดเร็ว ถูกต้อง และปลอดภัย เพื่อสนับสนุนการเฝ้าระวัง ป้องกัน และควบคุมโรคของประเทศ ย้ำกาฬโรคเป็นโรคติดเชื้อที่มีความรุนแรง การเก็บและนำส่งตัวอย่าง รวมถึงการตรวจวินิจฉัยทางห้องปฏิบัติการ จึงต้องดำเนินการอย่างถูกต้องและปลอดภัย

อ่านต่อ expand_circle_right

แผนผังเว็บไซต์