กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ พัฒนาวิธีตรวจสอบประสิทธิภาพวัคซีนป้องกันวัณโรค รู้ผลภายใน 2 วัน แห่งแรกในเอเชีย

โดย : กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข
1,884
10 พฤศจิกายน 2560

กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ พัฒนาวิธีการตรวจวิเคราะห์ความแรง เพื่อดูประสิทธิภาพวัคซีนป้องกันวัณโรคหรือวัคซีนบีซีจี รู้ผลได้ภายในเวลา 2 วัน จากเดิมที่ใช้เวลาตรวจวิเคราะห์นานถึง 1 เดือน ถือเป็นห้องปฏิบัติการแห่งแรกในเอเชียที่พัฒนาวิธีตรวจใหม่ เตรียมนำมาใช้ในการควบคุมคุณภาพวัคซีนบีซีจีที่ผลิตในประเทศ


นายแพทย์สุขุม กาญจนพิมาย อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เปิดเผยว่า ในการตรวจความแรงเพื่อดูประสิทธิภาพของวัคซีนป้องกันวัณโรค หรือวัคซีนบีซีจี นั้น วิธีมาตรฐานที่องค์การอนามัยโลกแนะนำและห้องปฏิบัติการส่วนใหญ่ใช้อยู่ในปัจจุบัน คือการนับจำนวนของเชื้อมีชีวิตในวัคซีนโดยตรง ซึ่งต้องเพาะเลี้ยงเชื้อบนอาหารที่มีความจำเพาะแตกต่างจากแบคทีเรียทั่วไป และเนื่องจากเชื้อมัยโครแบคทีเรีย เจริญเติบโตช้ามากในการบ่มเพาะเลี้ยงเชื้อ ทำให้การนับจำนวนเชื้อบนอาหารเลี้ยงเชื้อกินระยะเวลาอย่างน้อย 1 เดือน นอกจากนี้กรรมวิธีในการเตรียมอาหารเลี้ยงเชื้อและการทดสอบมีความยุ่งยากซับซ้อน ต้องใช้หลอดทดลองจำนวนมาก สถาบันชีววัตถุ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ จึงได้พยายามศึกษาและพัฒนาวิธีทางเลือกใหม่ของการตรวจความแรงของวัคซีนบีซีจี คือการตรวจวัดระดับพลังงาน ATP โดยวิธี Intracellular ATP Assay ซึ่งวัด ATP ที่มีอยู่ในสิ่งมีชีวิตทั่วไปโดยอาศัยหลักการที่ว่าเชื้อแบคทีเรียที่มีชีวิตจะมีการผลิตพลังงาน ATP ออกมาโดยมีปริมาณที่สัมพันธ์กับปริมาณของเชื้อที่มีชีวิต ทำให้สามารถตรวจหาระดับความแรงหรือปริมาณของเชื้อในวัคซีนจากปริมาณ ATP ได้ 

อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กล่าวต่ออีกว่า วิธีนี้มีข้อดีหลายอย่าง เช่น รู้ผลได้ภายในเวลา 2 วัน เป็นวิธีที่ง่าย ไม่ซับซ้อน ราคาค่าตรวจวิเคราะห์ไม่แตกต่างจากวิธีเดิม เนื่องจากน้ำยาสกัดสามารถเตรียมเองในห้องปฏิบัติการโดยมีผลการทดสอบไม่แตกต่างจากน้ำยาสกัดจากบริษัททำให้สามารถลดค่าใช้จ่ายลงได้ เป็นต้น ปัจจุบันวิธีดังกล่าวได้ผ่านกระบวนการทดสอบความถูกต้องของวิธีตามมาตรฐานสากลแล้วสามารถนำมาใช้เป็นวิธีมาตรฐานได้ และเพื่อยืนยันว่าวิธีมาตรฐานนี้สามารถนำมาใช้ได้กับตัวอย่างจริง สถาบันชีววัตถุ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ จึงได้ทดสอบกับตัวอย่างวัคซีนที่ผลิตในประเทศไม่น้อยกว่า 20 รุ่นการผลิต โดยเทียบผลระหว่างวิธีเก่าและวิธีใหม่ ผลการทดสอบให้ข้อมูลที่สอดคล้องกันโดยมีวัคซีนมาตรฐานสากลเป็นตัวควบคุมการทดสอบ ดังนั้น คาดว่าในปีหน้า สถาบันชีววัตถุ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ จะนำวิธีใหม่นี้มาใช้ในการควบคุมรุ่นการผลิตวัคซีนบีซีจีที่ผลิตในประเทศ โดยจะกำหนดเกณฑ์การยอมรับสำหรับการตรวจความแรงด้วยวิธีใหม่ และกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์มีแผนที่จะถ่ายทอดเทคนิคการตรวจให้กับผู้ผลิตในประเทศ ซึ่งจะทำให้ลดระยะเวลาการตรวจวิเคราะห์ลงได้อย่างมาก ช่วยให้สามารถปล่อยผ่านวัคซีนไปสู่ท้องตลาดได้เร็วขึ้น  

“นอกจากจะได้ประโยชน์ในการลดระยะเวลาการตรวจแล้ว ยังเป็นการแสดงศักยภาพของห้องปฏิบัติการควบคุมคุณภาพวัคซีนของประเทศไทย ที่สามารถพัฒนาวิธีการตรวจความแรงวัคซีนบีซีจี เป็นแห่งแรกในประเทศแถบเอเชียอีกด้วย” นายแพทย์สุขุม กล่าวทิ้งท้าย





ข่าวประชาสัมพันธ์เกี่ยวข้อง

https://www.dmsc.moph.go.th/upload/nw/pictures/pic-202611091789092425354666245-8225.jpg
สาธารณสุขมอบรางวัล Lab Cost Efficiency Excellence Award ภายในปี 2569 ลดค่าใช้จ่ายด้านวิทยาศาสตร์การแพทย์ ได้ถึง 658 ล้านบาท พร้อมชู 10 โรงพยาบาลต้นแบบ บริหารค่าแล็บคุ้มค่า

กระทรวงสาธารณสุขมอบรางวัล Lab Cost Efficiency Excellence Award เชิดชู 10 โรงพยาบาลต้นแบบที่มีผลการดำเนินงานดีเด่นระดับประเทศ ในการบริหารจัดการค่าใช้จ่ายด้านการตรวจทางห้องปฏิบัติการอย่างมีประสิทธิภาพ ผ่าน 3 กลไกสำคัญ ได้แก่ การตรวจอย่างสมเหตุผล ตรวจที่จำเป็นและเหมาะสม และการจัดซื้อในราคาที่เหมาะสม เพื่อให้ประชาชนได้รับการตรวจวินิจฉัยที่มีมาตรฐาน ระบบสุขภาพสามารถใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน

อ่านต่อ expand_circle_right
https://www.dmsc.moph.go.th/upload/nw/pictures/pic-202631081788165046699687395-8219.jpg
กรมวิทย์ฯ ยกระดับมาตรฐานโรงแรม 3 จังหวัดอันดามัน มอบประกาศนียบัตร 109 แห่ง ขับเคลื่อน โรงแรมสะอาด ปลอดภัย ได้มาตรฐาน ด้วย 3 C สร้างความเชื่อมั่นนักท่องเที่ยว

กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข จัดอบรมถ่ายทอดองค์ความรู้และมอบประกาศนียบัตร ตามโครงการ “โรงแรมสะอาด ปลอดภัย ได้มาตรฐาน เพื่อสนับสนุนการท่องเที่ยวของประเทศไทย” ภายใต้ 3C : Clean Bed, Clean Air, Clean Food ในพื้นที่จังหวัดภูเก็ต กระบี่ และพังงา ประจำปี พ.ศ. 2569 พร้อมมอบประกาศนียบัตร ตราสัญลักษณ์ DMSc Certified แก่โรงแรมที่ผ่านการดำเนินงานตามโครงการ จำนวน 109 แห่ง มุ่งยกระดับความปลอดภัยด้านสุขอนามัย สร้างความเชื่อมั่นแก่นักท่องเที่ยว และสนับสนุนการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ควบคู่การขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ

อ่านต่อ expand_circle_right

แผนผังเว็บไซต์