กรมวิทย์ฯ เตรียม BSL-3 ตรวจวินิจฉัยอีโบลา และระบบความปลอดภัยสูงสุด ย้ำประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเฝ้าระวังเต็มที่

โดย : ฝ่ายประชาสัมพันธ์
42
21 พฤษภาคม 2569


ดร.นพ.สราวุฒิ บุญสุข อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เปิดเผยว่า นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ได้ให้ทุกหน่วยงานในสังกัดเฝ้าระวัง ป้องกัน ควบคุมโรค และเตรียมความพร้อมรองรับสถานการณ์อย่างเข้มงวด เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ประชาชน หลังองค์การอนามัยโลก (WHO) ประกาศให้การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสอีโบลาสายพันธุ์ Bundibugyoในสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก (DRC) และยูกันดา  เป็นภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขระหว่างประเทศ โดยมอบหมายกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ให้เตรียมความพร้อมด้านห้องปฏิบัติการ การตรวจวินิจฉัย และระบบความปลอดภัยทางชีวภาพ เพื่อรองรับการตรวจวิเคราะห์เชื้ออันตรายอย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะการทบทวนความพร้อมห้องปฏิบัติการชีวนิรภัยระดับ 3 (BSL-3) ระบบความปลอดภัยทางชีวภาพ (Biosafety) อุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคล (PPE) และระบบขนส่งตัวอย่างเสี่ยงสูง เพื่อให้สามารถตอบโต้ภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขได้อย่างทันท่วงที
         นอกจากนี้ ยังได้สั่งการให้เสริมความเข้มแข็งด้านการเฝ้าระวังทางจีโนมและอณูชีววิทยา เตรียมชุดตรวจวินิจฉัยและประสานเครือข่ายส่งต่อสิ่งส่งตรวจทั่วประเทศ เพื่อให้สามารถตรวจยืนยันโรคได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ รวมถึงเตรียมความพร้อมบุคลากรด้านห้องปฏิบัติการ โดยให้มีการฝึกอบรมและซ้อมแผนรับมือโรคติดต่ออันตรายอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความปลอดภัยแก่เจ้าหน้าที่

ดร.นพ.สราวุฒิ กล่าวว่า กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ โดย สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สาธารณสุข มีการเตรียมความพร้อมรับสถานการณ์การระบาดโรคติดต่อร้ายแรงมาอย่างต่อเนื่องทั้งในด้านแนวทางการปฏิบัติงาน การเตรียมวิธีตรวจยืนยันเชื้อในกรณีที่มีผู้ป่วยสงสัย โดยใช้วิธีการตรวจหาสารพันธุกรรมของเชื้อด้วยวิธีมาตรฐานสากล Real-time RT PCR ที่มีความไวและความจำเพาะสูง สามารถทราบผลภายใน 8 ชั่วโมงหลังจากห้องปฏิบัติการได้รับตัวอย่าง และดำเนินงานตรวจในห้องปฏิบัติการชีวนิรภัยระดับ 3 (BSL-3) ซึ่งมีความพร้อมสำหรับการปฏิบัติงานกับเชื้อที่ก่อให้เกิดโรคที่มีอันตรายสูง มีระบบการไหลเวียนที่ช่วยป้องกันไม่ให้เชื้ออันตรายแพร่กระจายออกมาสู่สิ่งแวดล้อมภายนอก บุคลากรผู้ปฏิบัติงานผ่านการฝึกอบรมความปลอดภัยทางชีวภาพ มีการพร้อมรับสถานการณ์การระบาด ดังนั้นจึงมีความมั่นใจได้ในความปลอดภัยทั้งต่อผู้ปฏิบัติงานและผู้เกี่ยวข้อง
         นอกจากนี้ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ได้มีการทบทวนและซ้อมแผนเตรียมความพร้อมด้านห้องปฏิบัติการสำหรับโรคติดต่ออันตรายอย่างต่อเนื่อง ด้านความพร้อมและความปลอดภัยทางชีวภาพ การขนส่งสิ่งส่งตรวจเสี่ยงสูง และการประสานเครือข่ายห้องปฏิบัติการทั่วประเทศ เพื่อให้สามารถตอบสนองต่อสถานการณ์ฉุกเฉินด้านสาธารณสุขได้อย่างรวดเร็ว ปลอดภัย และมีประสิทธิภาพ
สอบถามรายละเอียด ได้ที่ศูนย์ประสานงานตรวจวิเคราะห์และเฝ้าระวังโรคทางห้องปฏิบัติการ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สาธารณสุข กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ จังหวัดนนทบุรี โทรศัพท์ 0 2951 1485, 0 2951 0000 ต่อ 98340

ข่าวประชาสัมพันธ์เกี่ยวข้อง

https://www.dmsc.moph.go.th/upload/nw/pictures/pic-202621051779354700629842973-7813.jpg
กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ปั้น “พี่เลี้ยงด้านวิทยาศาสตร์การแพทย์ชุมชน” ทำหน้าที่ถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านสุขภาพ และดูแลความปลอดภัยให้กับประชาชนในพื้นที่

นพ.พิเชฐ บัญญัติ รองอธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เป็นประธานเปิดการอบรม “หลักสูตรพี่เลี้ยงด้านวิทยาศาสตร์การแพทย์ชุมชน (Community Medical Science Mentorship Program)” การอบรมครั้งนี้จัดขึ้นในรูปแบบการประชุมทางไกลผ่านระบบออนไลน์ (Zoom Meeting) และ Facebook Live โดยมีผู้บริหารกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ วิทยากร และผู้เข้าร่วมจากหลายภาคส่วน ได้แก่ บุคลากรสำนักงานสาธารณสุขอำเภอ โรงพยาบาล สถานีอนามัยเฉลิมพระเกียรติ 60 พรรษา นวมินทราชินี โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล รวมถึงบุคลากรจากกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาค จำนวนกว่า 1,000 คน

อ่านต่อ expand_circle_right
https://www.dmsc.moph.go.th/upload/nw/pictures/pic-202619051779180717921553458-7805.jpg
ความร่วมมือวิจัย "ตรวจคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนักระยะเริ่มต้นด้วยเทคโนโลยี DNA Methylation"

นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข พร้อมด้วย นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข เป็นสักขีพยานในพิธีลงนามความร่วมมือทางวิชาการ “โครงการวิจัยร่วมไทยด้านการตรวจคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนักระยะเริ่มต้นด้วยเทคโนโลยี DNA Methylation และนิเวศจุลชีพในลำไส้” (Thailand Joint Research Programme for DNA Methylation-Based Colorectal Cancer Early Screening and Intestinal Microecology) ณ ห้องประชุมชัยนาทนเรนทร สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข จังหวัดนนทบุรี เพื่อส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีด้านจีโนมิกส์ ตลอดจนแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านการตรวจคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนักระยะเริ่มต้น

อ่านต่อ expand_circle_right
https://www.dmsc.moph.go.th/upload/nw/pictures/pic-202614051778758837564688370-7763.jpg
กรมวิทย์ฯ จับมือพันธมิตรไทย-จีน วิจัยตรวจมะเร็งลำไส้ใหญ่ ด้วยเทคโนโลยี DNA ตรวจง่าย แม่นยำสูง

วันที่ 14 พฤษภาคม 2569 - นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข พร้อมด้วย นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข เป็นสักขีพยานในพิธีลงนามความร่วมมือทางวิชาการ “โครงการวิจัยร่วมไทยด้านการตรวจคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนักระยะเริ่มต้นด้วยเทคโนโลยี DNA Methylation และนิเวศจุลชีพในลำไส้” (Thailand Joint Research Programme for DNA Methylation-Based Colorectal Cancer Early Screening and Intestinal Microecology) ระหว่างกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ บริษัท บีจีไอ เฮลท์ (ฮ่องกง) จำกัด และบริษัท แบงคอกจีโนมิกส์อินโนเวชั่น จำกัด (มหาชน) ณ ห้องประชุมชัยนาทนเรนทร สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข จังหวัดนนทบุรี โดยมี ดร.นพ.สราวุฒิ บุญสุข อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ นายโหว หย่ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัทบีจีไอ จีโนมิกส์ และนายกรพจน์ อัศวินวิจิตร ประธานกรรมการบริหาร บริษัท แบงคอกจีโนมิกส์อินโนเวชั่น จำกัด (มหาชน) ร่วมลงนามบันทึกความร่วมมือทางวิชาการ เพื่อส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีด้านจีโนมิกส์ ตลอดจนแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านการตรวจคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนักระยะเริ่มต้น

อ่านต่อ expand_circle_right
https://www.dmsc.moph.go.th/upload/nw/pictures/pic-202608051778239015158605105-7721.jpg
กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เผยพบเชื้อแบคทีเรียดื้อยาคาร์บาพีเนม สูงเกินร้อยละ 70 เสี่ยงไม่มียารักษาในอนาคต ชูระบบสุขภาพ One Health เฝ้าระวังภาวะดื้อยาทั้งระบบ และเตือนประชาชนใช้ยาปฏิชีวนะตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด

กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เปิดเผยสถานการณ์เชื้อดื้อยาต้านจุลชีพของประเทศไทยจากข้อมูลเฝ้าระวังย้อนหลัง 10 ปี พบแนวโน้มการดื้อยาของเชื้อแบคทีเรียสำคัญเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะเชื้อ Acinetobacter calcoaceticus-baumannii complex (อะซินีโตแบคเตอร์ แคลโคอะซีติคัส-เบามันนีไอ คอมเพล็กซ์) ซึ่งเป็นเชื้อแบคทีเรียก่อโรคติดเชื้อในโรงพยาบาลที่รุนแรง มีอัตราการดื้อยาปฏิชีวนะกลุ่ม carbapenem (คาร์บาพีเนม) ซึ่งเป็นยาต้านจุลชีพทางเลือกสุดท้าย สูงกว่าร้อยละ 70 สะท้อนความรุนแรงของปัญหาเชื้อดื้อยาที่ส่งผลกระทบต่อระบบสาธารณสุขและทางเลือกในการรักษาผู้ป่วย เตือนประชาชนใช้ยาปฏิชีวนะตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด เพื่อชะลอการดื้อยาในอนาคต

อ่านต่อ expand_circle_right

แผนผังเว็บไซต์