กรมวิทย์ฯ ถ่ายทอดเทคโนโลยีวิธีการตรวจยีนแพ้ยาต้านวัณโรคให้แก่เจ้าหน้าที่ศูนย์วิทย์ฯ ทั่วประเทศ

โดย : กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข
1,174
13 ธันวาคม 2565

 นายแพทย์ศุภกิจ ศิริลักษณ์ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เปิดเผยว่า วัณโรคเป็นโรคติดเชื้อที่เป็นปัญหาทางสาธารณสุขของประเทศ โดยการยุติวัณโรคในปี พ.ศ.2573 (2030) เป็นเป้าหมายสำคัญสำหรับการพัฒนาอย่างยั่งยืน SDG ประเทศไทยมีผู้ป่วยวัณโรคจำนวนมากและยังอยู่อันดับที่ 18 ของประเทศที่มีผู้ป่วยวัณโรคจำนวนมาก โดยคาดการณ์ว่าในแต่ละปีจะมีผู้ป่วยวัณโรครายใหม่ประมาณ 100,000 คนต่อปี การวินิจฉัยวัณโรคล่าช้า เนื่องจากผู้ป่วยวัณโรคส่วนใหญ่ไม่มีอาการ ทำให้ไม่ได้มาพบแพทย์ เพื่อรับการตรวจวินิจฉัย ผู้ป่วยวัณโรคที่มีอาการมักจะแพร่กระจายโรคต่อไปยังผู้สัมผัสร่วมบ้านหรือเพื่อนร่วมงาน ด้วยเหตุนี้การตรวจวินิจฉัยทางห้องปฏิบัติการ ตั้งแต่สงสัยเป็นวัณโรค เป็นปัจจัยสำคัญต่อความสำเร็จในการยุติวัณโรค 
 กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ได้พัฒนาวิธีการตรวจการติดเชื้อวัณโรค โดยการตรวจสารอินเตอร์เฟอรอนแกมมา ที่จะมีการหลั่งมากขึ้นหลังจากการกระตุ้นเม็ดเลือดขาวในผู้ติดเชื้อ หรือหลักการ Interferon gamma release assay (IGRA) โดยใช้ ชุดตรวจที่พัฒนาขึ้นในประเทศไทยเป็นชุดตรวจเพื่อวัดระดับปริมาณอินเตอร์เฟอรอนแกมมา ซึ่งเป็นสารที่หลั่งออกมาจากเซลล์เม็ดเลือดขาวเพื่อตอบสนองต่อการติดเชื้อวัณโรค ความไวและความจำเพาะสูงกว่าการตรวจด้วยวิธีดั้งเดิมที่ใช้วิธีตรวจ Tuberculin skin test (TST) ที่สามารถพบผลบวกปลอมจากการฉีดวัคซีนวัณโรค

นายแพทย์ศุภกิจ กล่าวต่อว่า กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ โดย สถาบันชีววิทยาศาสตร์ทางการแพทย์ ได้วิจัยและพัฒนาวิธีการตรวจวิเคราะห์แนททู-ไดโพลทัยป์ NAT2-diplotype ด้วยวิธี real-time PCR ซึ่งเป็นการตรวจทางเภสัชพันธุศาสตร์ ผู้ป่วยที่มีลักษณะยีนย่อยยาต้านวัณโรคทำงานช้า มักพบตับอักเสบจากการทานยาต้านวัณโรค Isoniazid เพื่อให้แพทย์และเภสัชกรนำไปประกอบการรักษาในผู้ติดเชื้อที่ทานยา Isoniazid หรือผู้ติดเชื้อที่สงสัยว่าเกิดตับอักเสบจากการได้รับยาต้านวัณโรค เพื่อป้องกันอาการตับอักเสบจากการแพ้ยาดังกล่าวได้


สถาบันชีววิทยาศาสตร์ทางการแพทย์ ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของการตรวจวินิจฉัยผู้ติดเชื้อวัณโรค จึงได้จัดการอบรมเชิงปฏิบัติการถ่ายทอดเทคโนโลยีการตรวจวิเคราะห์ NAT2-diplotype ด้วยวิธี real-time PCR ให้แก่ เจ้าหน้าที่ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ทั้ง 15 แห่งทั่วประเทศ ซึ่งจะส่งผลให้ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ มีห้องปฏิบัติการที่สามารถตรวจวินิจฉัยทางเภสัชพันธุศาสตร์ และให้บริการแก่หน่วยบริการสาธารณสุขในส่วนภูมิภาคได้อย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยเพิ่มอัตราการรักษาผู้ป่วยวัณโรคมีความสำเร็จมากขึ้น จากการได้รับยาต้านวัณโรค Isoniazid ในขนาดที่เหมาะสมต่อการทำลายเชื้อวัณโรค ไม่เสี่ยงต่อการเกิดภาวะตับอักเสบ รวมถึงมีวิธีการตรวจการติดเชื้อวัณโรค หลักการ IGRA โดยวิธี ELISA (วิจัย ผลิต และจดสิทธิบัตร) ช่วยในการวินิจฉัยการติดเชื้อวัณโรค ให้ง่าย สะดวก รวดเร็ว และลดค่าใช้จ่าย เพื่อให้ผู้ป่วยหรือผู้ที่มีประวัติสัมผัสผู้ติดเชื้อวัณโรคเข้าถึงบริการได้รวดเร็ว และมากขึ้น” นายแพทย์ศุภกิจ กล่าว

************* 13 ธันวาคม 2565

ข่าวประชาสัมพันธ์เกี่ยวข้อง

แผนผังเว็บไซต์