กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ คว้า 2 รางวัลเลิศรัฐ ประจำปี 2568

โดย : ฝ่ายประชาสัมพันธ์
778
18 กันยายน 2568

นายแพทย์ยงยศ ธรรมวุฒิ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กล่าวว่า รางวัลเลิศรัฐ (Public Sector Excellence Awards: PSEA) เป็นรางวัลที่สำนักงาน ก.พ.ร. มอบให้แก่หน่วยงานภาครัฐที่ประสบความสำเร็จในการพัฒนาคุณภาพการให้บริการประชาชนและการบริหารราชการให้มีประสิทธิภาพเป็นประจำทุกปี โดยมี 3 สาขา คือ สาขาคุณภาพการบริหารจัดการภาครัฐ (PMQA), สาขาการบริหารราชการแบบมีส่วนร่วม (TEPGA), และสาขาบริการภาครัฐ (TPSA) เพื่อยกย่องเชิดชูหน่วยงานภาครัฐที่มีความเป็นเลิศในการปฏิบัติราชการและพัฒนาคุณภาพบริการให้ประชาชน และส่งเสริมให้หน่วยงานของรัฐพัฒนาคุณภาพการให้บริการและบริหารราชการให้ดียิ่งขึ้น

 




 

นายแพทย์ยงยศ กล่าวต่อว่า ในปี 2568 กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ได้รับรางวัลเลิศรัฐ 2 รางวัล ได้แก่ รางวัลบริการภาครัฐ ระดับดีเด่น ประเภทบริการตอบโจทย์ตรงใจ ชื่อผลงาน“ลดต้นทุนการทดสอบ OECD GLP ตรงใจผู้ประกอบการส่งออกไทย” โดยกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ได้พัฒนาห้องปฏิบัติการของตนเองจนได้การรับรองจากองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (Organization for Economic Co-operation and Development: OECD) ที่มีสมาชิกกว่า 45 ประเทศทั่วโลกให้เป็นหน่วยตรวจสอบขึ้นทะเบียนแห่งชาติ (Compliance Monitoring Authority: CMA) แห่งเดียวในประเทศไทย และพัฒนาห้องปฏิบัติการทดสอบ (Test Facility: TF) ให้ได้รับการรับรองด้านสาขาความชำนาญการทดสอบการก่อกลายพันธุ์เป็นแห่งแรกของประเทศไทยอีกด้วย ส่งผลให้ข้อมูลการทดสอบจากห้องปฏิบัติการที่ได้รับการรับรองจากไทยเป็นที่ยอมรับในกลุ่มประเทศสมาชิก OECD โดยไม่ต้องทดสอบซ้ำสร้างผลกระทบเชิงบวกอย่างมหาศาลทำให้ผู้ประการสามารถทดสอบผลิตภัณฑ์ในประเทศด้วยค่าใช้จ่ายที่ลดลงอย่างน้อย 50% ช่วยประหยัดต้นทุนรวมของประเทศได้กว่า 12,000 ล้านบาทต่อปี ลดระยะเวลารอคอยจากเดิมที่นานกว่า 180 วัน เหลือไม่เกิน 90 วัน ช่วยให้ผู้ประกอบการนำสินค้าเข้าสู่ตลาดได้เร็วขึ้น เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยในเวทีโลกได้อย่างแท้จริง ช่วยแก้ปัญหาให้กับผู้ประกอบการไทยกว่า 16,275 ราย ที่ส่งออกสินค้า 8 กลุ่มหลัก เช่น เคมีภัณฑ์ ยา เครื่องสำอางและสมุนไพร ฯลฯ ที่ต้องส่งตัวอย่างผลิตภัณฑ์ไปทดสอบยังต่างประเทศ เช่น ประเทศญี่ปุ่น เกาหลีสหภาพยุโรปและสหรัฐอเมริกาทำให้มีค่าใช้จ่ายสูงถึง 100,000-10 ล้านบาทต่อการทดสอบ ส่งผลให้ผู้ประกอบการไทยมีต้นทุนของสูงกว่าปีละ12,000 ล้านบาท และเกิดค่าเสียโอกาสที่ไม่สามารถส่งออกผลิตภัณฑ์ได้สูงถึง 180,000 ล้านบาทต่อปี 

 




และรางวัลบริการภาครัฐ ระดับดี ประเภทขับเคลื่อนเห็นผลชื่อผลงาน “DMSc Finding HPV:Stop  Cervical Cancer” ซึ่งกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์มุ่งมั่นส่งเสริมการเข้าถึงบริการตรวจคัดกรอง สร้างความรู้ ความเข้าใจและช่วยลดอัตราการเกิดโรคมะเร็งปากมดลูกสตรีไทย เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน ได้ดำเนินการพัฒนากระบวนการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกด้วย HPV DNA Test จากสารพันธุกรรมชนิด DNA ของไวรัส HPV ที่สามารถจำแนกได้ถึง 14 สายพันธุ์ จากตัวอย่างเซลล์บริเวณปากมดลูก มีความไวความจำเพาะ และความแม่นยำมากกว่าร้อยละ 90-95 และนำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์หาแนวโน้มการเกิดมะเร็งปากมดลูกในแต่ละกลุ่มประชากร เพื่อจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบาย HPV DNA test 14 สายพันธุ์เสี่ยงสูงนำไปวิจัยและพัฒนาวัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูกของประเทศไทย 
ปัจจุบันมีห้องปฏิบัติการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกด้วย HPV DNA Test สังกัดกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ 15 แห่ง และเครือข่ายทางห้องปฏิบัติการ 278 แห่ง ทั้งภาครัฐและภาคเอกชนทั่วประเทศ อีกทั้งได้พัฒนาชุดมาตรฐานใช้ทดสอบความชำนาญห้องปฏิบัติการสร้างความมั่นใจได้ว่าผลการตรวจมีความถูกต้อง แม่นยำ น่าเชื่อถือ มีคุณภาพตามมาตรฐานสากล นอกจากนี้ จัดกิจกรรมสื่อสารประชาสัมพันธ์ผู้บริหารกระทรวงสาธารณสุขและหน่วยบริการเครือข่ายในพื้นที่ เช่น รพ.สต. สสอ. รพ.มหาวิทยาลัยรพ.เอกชน อปท. และ อสม.ให้รับรู้และเข้าใจอย่างทั่วถึง 

 


มะเร็งปากมดลูก เป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญของประเทศไทยพบผู้ป่วยมะเร็งปากมดลูกรายใหม่ 9,158 รายต่อปี มีอัตราเสียชีวิตสูงถึง 4,705 รายต่อปี ประเทศไทยมีเป้าหมายการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก 15.6 ล้านคนภายในปี 2563 แต่พบว่ามีสตรีไทยกว่า 10 ล้านคนยังไม่เคยรับการตรวจเลยด้วยสาเหตุจากความเขินอายและความกลัว การเข้าถึงบริการที่จำกัดในพื้นที่ห่างไกล จากการตรวจวิเคราะห์ที่ผ่านมา สายพันธุ์ที่พบมากในประเทศไทยได้แก่ สายพันธุ์ 52, 16, 58, 51 ตามลำดับ ดังนั้น การคัดกรองมะเร็งปากมดลูกด้วยวิธี HPV DNA Test มีค่าใช้จ่ายอยู่ที่ 1,500-3,000 บาทต่อคน ซึ่งตลอดชีวิตจะต้องตรวจประมาณ 5 ครั้ง มีค่าใช้จ่ายอยู่ที่ 7,500-15,000 บาท เมื่อเทียบกับค่าใช้จ่ายในการรักษามะเร็งระยะลุกลามสูงถึง 100,000-500,000 บาทต่อราย ดังนั้น การตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกสามารถช่วยลดงบประมาณด้านสาธารณสุขของประเทศได้หลายพันล้านบาทต่อปี” นายแพทย์ยงยศ กล่าว

***** 18 กันยายน 2568 *****

ข่าวประชาสัมพันธ์เกี่ยวข้อง

https://www.dmsc.moph.go.th/upload/nw/pictures/pic-283599668.jpg
จากห้องแล็บสู่ดอยสูง! กรมวิทย์ฯ ลุย ‘น่าน’ หนุนโมเดลต้นแบบพระราชดำริ ดันสมุนไพร-กาแฟไทยสู่สากล

ดร.นพ.สราวุฒิ บุญสุข อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ได้รับเชิญจากสำนักงานองคมนตรี โดยพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา องคมนตรี ประธานคณะกรรมการโครงการพัฒนาคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืนตามพระราชดำริ เข้าร่วมการพัฒนาบ้านน้ำรีพัฒนา ตำบลขุนน่าน อำเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดน่าน ซึ่งเป็นพื้นที่แห่งแรกที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ดำเนินโครงการฯ เพื่อช่วยเหลือราษฎรในพื้นที่เขตชนบท ส่งเสริมคุณภาพชีวิต พัฒนาอัตลักษณ์ และอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่น อันจะนำไปสู่การแก้ไขและพัฒนาคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ให้ดีขึ้นอย่างยั่งยืน

อ่านต่อ expand_circle_right
https://www.dmsc.moph.go.th/upload/nw/pictures/pic-202624071784896248755547611-8151.JPG
กรมวิทย์ฯ ร่วมกับมูลนิธิธาลัสซีเมียฯ ปิดประชุมวิชาการครั้งที่ 27 เดินหน้าประเทศไทยสู่เป้าหมาย “ปลอดโรคธาลัสซีเมียชนิดรุนแรงในประชากรรุ่นใหม่” ด้วยเทคโนโลยีขั้นสูง

กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ร่วมกับมูลนิธิโรคโลหิตจางธาลัสซีเมียแห่งประเทศไทย และภาคีเครือข่าย ปิดฉากการประชุมสัมมนาวิชาการธาลัสซีเมียแห่งชาติ ครั้งที่ 27 ประจำปี 2569 พร้อมมอบรางวัลผลงานวิจัยและผลงานวิชาการดีเด่น ตอกย้ำความร่วมมือทุกภาคส่วนในการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่เป้าหมาย “ปลอดโรคธาลัสซีเมียชนิดรุนแรงในประชากรรุ่นใหม่” ด้วยองค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรมห้องปฏิบัติการขั้นสูง

อ่านต่อ expand_circle_right
https://www.dmsc.moph.go.th/upload/nw/pictures/pic-356276721.jpg
เด็กไทยเกิดใหม่ทุกคน รู้ผลธาลัสซีเมีย ด้วยเทคโนโลยีขั้นสูง รู้เร็ว รักษาเร็ว ลดความรุนแรง มุ่งสู่คนไทยรุ่นใหม่ปลอดโรคธาลัสซีเมีย

กระทรวงสาธารณสุข โดย กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ มูลนิธิโรคโลหิตจางธาลัสซีเมียแห่งประเทศไทย และ ภาคีเครือข่าย ร่วมกันขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ “ประชากรรุ่นใหม่ปลอดโรคธาลัสซีเมีย” โดยมุ่งเน้นการใช้เทคโนโลยีห้องปฏิบัติการขั้นสูง ตรวจวินิจฉัยโรคให้มีความแม่นยำสูงสุด สามารถระบุพาหะและตัวแปรพันธุกรรมที่ซับซ้อนเพื่อการรักษาได้อย่างตรงจุดแม่นยำนำเข้าสู่ระบบบริการและผลักดันให้เป็นสิทธิประโยชน์เพื่อให้ทุกคนเข้าถึงได้ พร้อมเร่งยกระดับห้องปฏิบัติการเครือข่ายทั่วประเทศให้มีคุณภาพมาตรฐานและจัดทำฐานข้อมูลระดับประเทศ เพื่อใช้สนับสนุนการวางนโยบายเพื่อการป้องกันและควบคุมโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน

อ่านต่อ expand_circle_right
https://www.dmsc.moph.go.th/upload/nw/pictures/pic-361965682.jpg
กรมวิทย์ฯ จับมือ กทม. ยกระดับอสส.เมืองกรุง ใช้ชุดทดสอบเบื้องต้น เสริมเกราะคุ้มครองผู้บริโภคนชุมชน

กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ร่วมกับ กรุงเทพมหานคร ติวเข้มอาสาสมัครสาธารณสุขวิทยาศาสตร์การแพทย์ชุมชน (อสส.) และพี่เลี้ยงกว่า 200 ชีวิต ด้วยแนวคิด “บันได 3 ขั้น” ตั้งแต่การเรียนรู้ผ่านระบบดิจิทัล การฝึกใช้ชุดทดสอบเบื้องต้น ไปจนถึงการลงพื้นที่ปฏิบัติงานจริง โดยมีพยาบาลวิชาชีพและเภสัชกรคอยเป็นพี่เลี้ยงดูแลอย่างใกล้ชิด มุ่งสร้างอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อร่วมกันเป็นพลังสำคัญของเครือข่ายเฝ้าระวัง แจ้งเตือนภัย และส่งต่อความรู้ด้านสุขภาพในชุมชน

อ่านต่อ expand_circle_right
https://www.dmsc.moph.go.th/upload/nw/pictures/pic-594091221.jpg
กรมวิทย์ฯ ผนึก สกร. ปั้น “ครูนักวิทย์” 77 จังหวัด ส่งเสริมความรอบรู้วิทยาศาสตร์การแพทย์ สร้างเครือข่ายเฝ้าระวังความปลอดภัยอาหารและสุขภาพในชุมชน

กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข จับมือ กรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) กระทรวงศึกษาธิการ เดินหน้าพัฒนา “ครูนักวิทย์” รุ่นแรก 154 คน จาก 77 จังหวัด เสริมทักษะด้านวิทยาศาสตร์การแพทย์และการใช้ชุดทดสอบเบื้องต้น เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้สู่เยาวชนและประชาชน สร้างเครือข่ายเฝ้าระวังความปลอดภัยด้านอาหาร ผลิตภัณฑ์สุขภาพ สิ่งแวดล้อม และน้ำบริโภคในระดับชุมชน มุ่งยกระดับความรอบรู้ด้านสุขภาพ ลดความเสี่ยง และสร้างสังคมที่ปลอดภัยด้วยหลักฐานเชิงวิทยาศาสตร์

อ่านต่อ expand_circle_right
https://www.dmsc.moph.go.th/upload/nw/pictures/pic-202609071783584009677387105-8075.jpg
กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ร่วมมือ JICA ชูเทคโนโลยีถอดรหัสพันธุกรรมทั้งจีโนม (WGS) ยกระดับระบบเฝ้าระวังวัณโรคเชิงรุก มุ่งยุติวัณโรคของไทย

กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายยุติวัณโรคของประเทศไทย ด้วยการนำเทคโนโลยีจีโนมิกส์และการถอดรหัสพันธุกรรมทั้งจีโนม (Whole Genome Sequencing: WGS) เสริมศักยภาพระบบเฝ้าระวังและสอบสวนโรค เปลี่ยนจากการรอรับผู้ป่วยในโรงพยาบาลสู่การค้นหาเชิงรุก พร้อมยกระดับสู่ "ระบบข่าวกรองสาธารณสุขเชิงรุกที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลจีโนม" เพื่อหยุดการแพร่ระบาดของวัณโรคและวัณโรคดื้อยาอย่างมีประสิทธิภาพ

อ่านต่อ expand_circle_right

แผนผังเว็บไซต์