กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ตรวจเชื้อไข้กาฬหลังแอ่นสายพันธุ์ใหม่ได้ใน 1 วัน

โดย : กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข
3,113
21 พฤษภาคม 2561


         กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข นำวิธีการตรวจหาสารพันธุกรรมของเชื้อแบคทีเรียก่อโรค (PCR) มาตรวจยืนยันเชื้อไข้กาฬหลังแอ่นได้ภายใน 1 วัน และผลการตรวจยังพบสายพันธุ์ในประเทศไทยที่ยังไม่มีวัคซีนป้องกันในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ถือเป็นการพัฒนาศักยภาพห้องปฏิบัติการ เพื่อรองรับปัญหาโรคติดต่อร้ายแรง และสนับสนุนด้านสาธารณสุขได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นายแพทย์สุขุม กาญจนพิมาย อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กล่าวว่า โรคไข้กาฬหลังแอ่นเป็นโรคติดเชื้อร้ายแรง เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย Neisseria meningitidis ติดต่อโดยการสัมผัสโดยตรงกับละอองน้ำมูก น้ำลาย และเสมหะของผู้ป่วย อาการที่พบบ่อยที่สุด คือ เยื่อหุ้มสมองอักเสบ โดยเริ่มจากมี ไข้สูงทันที ปวดศีรษะอย่างรุนแรง อาเจียน คอแข็ง อาจเกิดภาวะติดเชื้อในกระแสเลือด หรือภาวะโลหิตเป็นพิษ ทำให้เกิดผื่นเลือดออกใต้ผิวหนัง ความดันโลหิตต่ำ และการทำงานของอวัยวะต่างๆ ล้มเหลว ปัจจุบันเชื้อแบคทีเรีย Neisseria meningitidis มีทั้งสิ้น 13 ซีโรกรุ๊ป โดยสายพันธุ์ที่เป็นสาเหตุการเกิดโรคร้อยละ 90 เป็นซีโรกรุ๊ป A, B, C, Y และ W135 ต่อมาพบ ซีโรกรุ๊ป  X ในแถบอัฟริกามากขึ้น สำหรับประเทศไทย จากข้อมูลการเฝ้าระวัง ของสำนักระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ปี พ.ศ.2560 มีรายงานผู้ป่วย 29 ราย เสียชีวิต 8 ราย คิดเป็น อัตราป่วย 0.04 ต่อแสนประชากร ภาคที่มีอัตราป่วยสูงสุด คือ ภาคใต้ และจังหวัดที่มีอัตราป่วยต่อประชากรแสนคนสูงสุด คือ ยะลา พัทลุง และสงขลา 

         อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ โดยศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ 12 สงขลา ได้นำวิธี Polymerase chain reaction (PCR) มาทำการตรวจเชื้อไข้กาฬหลังแอ่นจากตัวอย่างเชื้อบริสุทธิ์ของผู้ป่วย ที่สงสัยเป็นโรคไข้กาฬหลังแอ่น ซึ่งเป็นวิธีที่สามารถตรวจวิเคราะห์ได้ถึงระดับซีโรกรุ๊ป A, B, C, Y และ W135 สามารถรายงานผลได้ภายใน 1 วัน  มีความแม่นยำสูง ทั้งนี้ ผลการตรวจตัวอย่างเชื้อบริสุทธิ์ที่แยกจากผู้ป่วยที่สงสัยเป็น โรคไข้กาฬหลังแอ่น ระหว่างปี พ.ศ.2559-2560 จำนวน 10 ราย พบเชื้อ Neisseria meningitidis ซีโรกรุ๊ป B ร้อยละ 100 ซึ่งเป็นซีโรกรุ๊ปที่ยังไม่มีวัคซีนป้องกันในประเทศไทย เนื่องจากปัจจุบันวัคซีนที่ใช้ในประเทศไทยสามารถป้องกันซีโรกรุ๊ป  A, C, Y และ W135 ได้เท่านั้น ทั้งนี้ที่ผ่านมาการตรวจยืนยันเชื้อไข้กาฬหลังแอ่น ใช้วิธีทดสอบทางชีวเคมี และการตรวจแยกซีโรกรุ๊ปด้วยวิธี Latex agglutination ซึ่งมีขั้นตอนยุ่งยาก ใช้เวลาตรวจ 3-5 วัน และมีข้อจำกัดของน้ำยาที่ใช้ไม่สามารถแยกซีโรกรุ๊ปของเชื้อได้ มีความไวต่ำ และราคาแพง


         “การตรวจยืนยันเชื้อไข้กาฬหลังแอ่นด้วยเทคนิค PCR ซึ่งสามารถแยกซีโรกรุ๊ปที่ก่อโรคได้ จึงเป็นข้อมูลที่เป็นประโยชน์ในทางระบาดวิทยา ทำให้ทราบสายพันธุ์ที่ก่อโรคในประเทศ และช่วยเฝ้าระวังโรคในพื้นที่เสี่ยง ส่งผลให้ผู้ป่วย และผู้สัมผัสโรคไม่แพร่กระจายเชื้อไปยังผู้อื่น ที่สำคัญเป็นข้อมูลประกอบการพิจารณาการจัดหาวัคซีนป้องกันครอบคลุมซีโรกรุ๊ป B ที่มีแนวโน้มพบผู้ป่วยในประเทศมากขึ้น” นายแพทย์สุขุมกล่าว

ข่าวประชาสัมพันธ์เกี่ยวข้อง

https://www.dmsc.moph.go.th/upload/nw/pictures/pic-202604111793775785162321256-8341.jpg
INFOGRAPHIC : กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ให้บริการตรวจเชื้อ Listeria monocytogenes ในอาหาร

กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ให้บริการตรวจวิเคราะห์เชื้อแบคทีเรีย Listeria monocytogenes ในอาหาร ซึ่งเป็นเชื้อก่อโรคที่สามารถเจริญเติบโตได้แม้อยู่ในตู้เย็น การแช่เย็นไม่สามารถยับยั้งเชื้อนี้ได้ทั้งหมด และอาจก่อให้เกิดโรคลิสเทอริโอซิส (Listeriosis) โดยเฉพาะในหญิงตั้งครรภ์ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อทารกในครรภ์ ผู้สูงอายุ และผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ พร้อมแนะผู้บริโภคเลือกซื้อ ปรุง และเก็บรักษาอาหารอย่างถูกสุขลักษณะ แยกอาหารดิบออกจากอาหารพร้อมบริโภค เพื่อลดความเสี่ยงจากการปนเปื้อนเชื้อก่อโรค

อ่านต่อ expand_circle_right
https://www.dmsc.moph.go.th/upload/nw/pictures/pic-732911597.jpg
กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ให้บริการตรวจเชื้อลิสเทอเรียในอาหาร เตือนเชื้อนี้เจริญเติบโตได้แม้อยู่ในตู้เย็น แนะเก็บแยกอาหารดิบออกจากอาหารพร้อมบริโภค ลดความเสี่ยงจากการปนเปื้อนเชื้อก่อโรค

กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ให้บริการตรวจวิเคราะห์เชื้อแบคทีเรีย Listeria monocytogenes ในอาหาร ซึ่งเป็นเชื้อก่อโรคที่สามารถเจริญเติบโตได้แม้อยู่ในตู้เย็น การแช่เย็นไม่สามารถยับยั้งเชื้อนี้ได้ทั้งหมด และอาจก่อให้เกิดโรคลิสเทอริโอซิส (Listeriosis) โดยเฉพาะในหญิงตั้งครรภ์ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อทารกในครรภ์ ผู้สูงอายุ และผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ พร้อมแนะผู้บริโภคเลือกซื้อ ปรุง และเก็บรักษาอาหารอย่างถูกสุขลักษณะ แยกอาหารดิบออกจากอาหารพร้อมบริโภค เพื่อลดความเสี่ยงจากการปนเปื้อนเชื้อก่อโรค

อ่านต่อ expand_circle_right
https://www.dmsc.moph.go.th/upload/nw/pictures/pic-415055800.jpg
กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ แนะผู้ประกอบการนำรายงานผลการทดสอบไปใช้อ้างอิงอย่างถูกต้อง ห้ามนำรายงานผลการทดสอบไปใช้อ้างอิงเกินจริง ย้ำใบรายงานผลทดสอบไม่ใช่ใบรับรองผลิตภัณฑ์

กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข แนะผู้ประกอบการนำรายงานผลการทดสอบไปใช้อ้างอิงและประชาสัมพันธ์อย่างถูกต้อง หลังพบการนำผลทดสอบไปเผยแพร่คลาดเคลื่อนจากข้อเท็จจริง ย้ำใบรายงานผลการทดสอบแต่ละฉบับรับรองผลเฉพาะตัวอย่างที่ได้รับเท่านั้น ไม่ใช่การรับรองผลิตภัณฑ์ ต้องไม่กล่าวอ้างเกินขอบเขตการทดสอบ หรือทำให้ประชาชนเข้าใจผิด เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและคุ้มครองผู้บริโภค

อ่านต่อ expand_circle_right
https://www.dmsc.moph.go.th/upload/nw/pictures/pic-789496760.jpg
กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ชู 5 นโยบายปี 2570 ยกระดับสุขภาพประชาชน ลดค่าใช้จ่ายระบบสาธารณสุข

กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข มุ่งใช้ศักยภาพด้านวิทยาศาสตร์การแพทย์เป็นกลไกสำคัญในการสนับสนุนระบบสาธารณสุขของประเทศ ผ่าน 5 นโยบายสำคัญในปีงบประมาณ 2570 ยกระดับการป้องกันโรคและคุณภาพบริการสุขภาพ ตั้งแต่การตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก ตรวจคัดกรองโรคแม่และเด็ก ไปจนถึงการจัดทำแนวทางการตรวจทางห้องปฏิบัติการ ทั้งการตรวจห้องปฏิบัติการทางการแพทย์และรังสีวินิจฉัยอย่างสมเหตุผล ตลอดจนสนับสนุนการป้องกันและควบคุมการติดเชื้อในโรงพยาบาล เพื่อให้ประชาชนได้รับบริการที่มีคุณภาพ ปลอดภัย ควบคู่กับการใช้ทรัพยากรด้านสุขภาพอย่างคุ้มค่าและยั่งยืน

อ่านต่อ expand_circle_right
https://www.dmsc.moph.go.th/upload/nw/pictures/pic-163174526.jpg
กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ พร้อมตรวจ “กาฬโรค” รู้ผลใน 24 ชั่วโมง ย้ำยึดหลักตามมาตรฐานความปลอดภัยชีวนิรภัยระดับ 3

กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ในฐานะห้องปฏิบัติการอ้างอิงของประเทศ มีความพร้อมและศักยภาพด้านความปลอดภัยทางชีวภาพระดับ 3 (Biosafety Level 3: BSL-3) รองรับการตรวจวินิจฉัยเชื้อก่อโรคกาฬโรคได้อย่างรวดเร็ว ถูกต้อง และปลอดภัย เพื่อสนับสนุนการเฝ้าระวัง ป้องกัน และควบคุมโรคของประเทศ ย้ำกาฬโรคเป็นโรคติดเชื้อที่มีความรุนแรง การเก็บและนำส่งตัวอย่าง รวมถึงการตรวจวินิจฉัยทางห้องปฏิบัติการ จึงต้องดำเนินการอย่างถูกต้องและปลอดภัย

อ่านต่อ expand_circle_right

แผนผังเว็บไซต์