กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์เตือนภัยแมลงมีพิษในประเทศไทยถึงตายได้

โดย : กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข
4,179
18 เมษายน 2561


กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข เตือนอันตรายจากแมลงมีพิษ โดยเฉพาะด้วงก้นกระดกและด้วงน้ำมัน ชี้พิษอันตรายโดยทำให้ปวดแสบปวดร้อน และอาจทำให้เสียชีวิตถ้านำไปบริโภค แนะหลีกเลี่ยงไม่บริโภคแมลงที่ไม่รู้จักและป้องกันตัวเองจากการถูกแมลงกัดต่อย นอกจากนี้ได้จัดทำหนังสือรวบรวมข้อมูลแมลงมีพิษที่เข้าใจง่าย สำหรับหน่วยงาน และประชาชนที่สนใจฟรี             

นายแพทย์สุขุม กาญจนพิมาย อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กล่าวว่า อันตรายที่เกิดจากแมลงมีพิษ เป็นภัยด้านสุขภาพอย่างหนึ่งที่เกิดขึ้นบ่อยครั้ง ซึ่งแมลงหลายชนิดมีพิษโดยธรรมชาติในตัวของมันเอง คนจะได้รับพิษจากการถูกกัด ดูดกินเลือด หรือจากการไปสัมผัส รวมทั้งการบริโภคแมลงมีพิษเหล่านั้น โดยหลังจากได้รับพิษจะมีอาการ ตั้งแต่เล็กน้อยจนถึงขั้นร้ายแรงเสียชีวิต ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับชนิดของแมลงรวมทั้งสภาพร่างกาย อายุ บริเวณที่ได้รับพิษ รวมทั้งปริมาณสารพิษที่ได้รับ โดยอาการทางร่างกายหรือผิวหนังจะมีลักษณะบวมแดง เจ็บปวดหรือปวดแสบปวดร้อน ผื่นคันระคายเคือง ตัวอย่างการได้รับพิษทางผิวหนังที่เป็นข่าวอยู่บ่อยๆ คือ ได้รับพิษจากด้วงก้นกระดกที่มีสารพีเดอริน (Pederin) เมื่อลำตัวแมลงแตกหัก สารพิษดังกล่าวจะสัมผัสกับผิวหนัง ส่วนอาการที่เกิดจากการบริโภคแมลงจะมีได้ 2 แบบ คือ 1.อาการแพ้ที่เกิดจากการบริโภคแมลงทั่วไป โดยร่างกายจะมีการตอบสนองที่คล้ายกับคนที่แพ้อาหาร เช่น แพ้อาหารทะเล จะมีได้ตั้งแต่อาการเล็กน้อยๆ ได้แก่ ลิ้นและหลอดอาหารบวม กลืนอาหารลำบาก คลื่นไส้ อาเจียน กระวนกระวาย เป็นลม ปวดท้องเนื่องจากกระเพาะอาหารหดเกร็ง ท้องเสีย จนถึงขั้นรุนแรงคือความดันโลหิตลดลงอย่างรวดเร็ว หายใจไม่สะดวก ช็อค และอาจทำให้เสียชีวิตได้  2.อาการที่เกิดจากการบริโภคแมลงที่มีพิษร้ายแรง ได้แก่ ด้วงน้ำมันที่มีรายงานผู้เสียชีวิตอยู่เสมอโดยประชาชนเข้าใจผิดคิดว่ากินได้ จึงจับมาเผาไฟกินจะได้รับสารพิษแคนทาริดิน (Cantaridin) ถึงแม้ด้วงจะถูกเผาไฟแล้วแต่สารพิษยังคงอยู่ 


ในแต่ละปีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ได้รับตัวอย่างด้วงน้ำมันส่งมาตรวจวิเคราะห์เนื่องจากมีคนได้รับพิษ โดยพบว่าการกินด้วงน้ำมันเกิน 3 ตัวแล้วรักษาไม่ทันจะทำให้เสียชีวิตได้ อาการของผู้ที่กินด้วงน้ำมัน คือ ปวดท้องอย่างรุนแรง คลื่นไส้ อาเจียน มีเลือดปน รวมทั้งถ่ายอุจจาระและปัสสาวะมีเลือดปน เนื่องจากสารพิษดังกล่าวเข้าไปทำอันตรายอย่างรุนแรงต่อเยื่อเมือกในระบบต่างๆ ของร่างกาย นอกจากนั้นยังมีแมลงอีกหลายชนิดที่ดูดกินเลือดโดยตรง เช่น มวนเพชฌฆาต แมลงชนิดนี้ในเวลากลางวันจะหลบซ่อนตัวอยู่บริเวณที่รกรุงรังหรือรอยแตกของผนังห้อง รวมทั้งพุ่มไม้รอบบ้านแล้วออกมา ดูดกินเลือดคนและสัตว์ในเวลากลางคืน รวมทั้งตัวเรือด หมัด เห็บ และไร เป็นต้น และหากไม่ดูแลรักษาบาดแผลที่ถูกกัดอาจทำให้เกิดการติดเชื้อและเป็นแผลอักเสบลุกลามได้ หรือแม้แต่แมลงบางชนิด เช่น แมลงวันตา ชอบมาดูดกินเลือดและน้ำเหลืองบนแผลที่ผิวหนัง ทำให้เกิดการปนเปื้อนของเชื้อโรคเข้าสู่บาดแผล เกิดเป็นแผลเรื้อรังที่รักษาไม่หายขาดได้ ดังนั้นประชาชนควรหลีกเลี่ยงไม่บริโภคแมลงที่ไม่รู้จักหรือไม่เคยมีการนำมาบริโภคมาก่อน ป้องกันตัวเองจากการถูกแมลงกัดต่อย ถ้าได้รับพิษทางผิวหนังให้ล้างแผลให้สะอาด ทาด้วยยาปฏิชีวนะประเภทครีม ถ้ามีอาการรุนแรงทั้งจากการแพ้หรือบริโภคแมลง ควรรีบไปพบแพทย์ทันที

“กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ได้ตระหนักถึงความสำคัญของสุขภาพประชาชนจากการได้รับพิษจากแมลง จึงได้จัดทำหนังสือแมลงมีพิษที่เข้าใจง่าย โดยรวบรวมข้อมูลที่ได้จากการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับชนิดของแมลงพิษว่ามีลักษณะอย่างไร เพื่อให้ประชาชนได้รู้จักกับแมลงพิษชนิดต่างๆ รวมทั้งวิธีป้องกันตัวและการดูแลตัวเองเบื้องต้นเมื่อได้รับพิษ และหนังสือ แมลง สัตว์ และพืชที่มีพิษและเป็นอันตราย ซึ่งได้รวบรวมข้อมูลของทั้งแมลง สัตว์และพืชที่มีพิษแจกจ่ายให้กับหน่วยงานและประชาชนที่สนใจสามารถติดต่อรับได้ที่ฝ่ายประชาสัมพันธ์ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ โทรศัพท์ 0-2591-1707” นายแพทย์สุขุม กล่าว

ข่าวประชาสัมพันธ์เกี่ยวข้อง

https://www.dmsc.moph.go.th/upload/nw/pictures/pic-202610061781088676226382230-7917.jpg
กรมวิทย์ฯ เปิดเวที GLLP Asia-Pacific 2026 เสริมศักยภาพผู้นำห้องปฏิบัติการนานาชาติ สร้างความมั่นคงสุขภาพโลก รับมือโรคอุบัติใหม่ ภายใต้แนวคิด One Health

กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ร่วมกับ กรมปศุสัตว์ ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งสหรัฐอเมริกา (U.S. CDC) องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) และภาคีเครือข่ายนานาชาติ จัด "โครงการพัฒนาภาวะผู้นำห้องปฏิบัติการระดับโลก (Global Laboratory Leadership Program: GLLP) ภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก รุ่นที่ 2 ประจำปี 2569" มุ่งพัฒนาศักยภาพผู้นำห้องปฏิบัติการด้านสาธารณสุข ภายใต้แนวคิด “One Health” เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางสุขภาพของประเทศและภูมิภาค พร้อมรับมือโรคอุบัติใหม่และภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขในอนาคต

อ่านต่อ expand_circle_right
https://www.dmsc.moph.go.th/upload/nw/pictures/pic-883250146.jpg
กรมวิทย์ฯ ย้ำความพร้อมตรวจอีโบลา เดินหน้าฟื้นฟูห้องปฏิบัติการ DRA เสริมศักยภาพ โรงพยาบาลทั่วประเทศ

ดร.นพ.สราวุฒิ บุญสุข อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เป็นประธานเปิดการประชุม “พัฒนาศักยภาพห้องปฏิบัติการของประเทศ National LAB Network (NLN) : โรคติดเชื้อไวรัสอีโบลา : LAB ตรวจวินิจฉัย และ DRA” โดยมี นพ.พิเชฐ บัญญัติ พร้อมด้วย ดร.นพ.สุรเดชช ชวะเดช รองอธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ดร.พิไลลักษณ์ อัคคไพบูลย์ โอกาดะ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สาธารณสุข บุคลากรทางการแพทย์ เจ้าหน้าที่ห้องปฏิบัติการจากโรงพยาบาลภาครัฐและภาคเอกชน ร่วมประชุมออนไลน์กว่า 800 คน

อ่านต่อ expand_circle_right
https://www.dmsc.moph.go.th/upload/nw/pictures/pic-162618602.jpg
กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ร่วมเครือข่ายห้องปฏิบัติการ RT-PCR เสริมความพร้อมรับมือโรคอุบัติใหม่–ไข้หวัดใหญ่ ไข้หวัดนก ทั่วประเทศ

วันที่ 26 พฤษภาคม 2569 ดร.นพ.สราวุฒิ บุญสุข อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เป็นประธานเปิดการอบรมเชิงปฏิบัติการ “การยกระดับศักยภาพเครือข่ายห้องปฏิบัติการด้าน RT-PCR ในการวินิจฉัยไข้หวัดใหญ่และไข้หวัดนก ประจำปี 2569” ซึ่งจัดขึ้นทั้งในรูปแบบ On-site และ Online เพื่อพัฒนาความรู้ ทักษะการปฏิบัติงาน และเสริมสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างห้องปฏิบัติการทั่วประเทศให้มีความเข้มแข็งยิ่งขึ้น โดยมีนพ.พิเชฐ บัญญัติ รองอธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ บรรยายพิเศษในหัวข้อ “ทิศทางการเตรียมความพร้อมห้องปฏิบัติการต่อโรคอุบัติใหม่”

อ่านต่อ expand_circle_right

แผนผังเว็บไซต์