กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เฝ้าระวังโรคมือ เท้า ปาก

โดย : กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข
1,690
5 มิถุนายน 2560

กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข เผยผลเฝ้าระวังโรคมือ เท้า ปาก ทางห้องปฏิบัติการ เพื่อศึกษาแนวโน้ม การระบาดของโรคและเป็นประโยชน์ในการควบคุมโรคได้ทันต่อเหตุการณ์




นายแพทย์สุขุม กาญจนพิมาย อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กล่าวว่า โรคมือ เท้า ปาก เกิดจากเชื้อไวรัสในกลุ่มเอนเตอโร ส่วนใหญ่พบในเด็กเล็กอายุต่ำกว่า 5 ปี ติดต่อจากการได้รับเชื้อทางปากโดยตรง ในประเทศไทยเชื้อไวรัสที่มักพบว่าเป็นสาเหตุ ของโรค คือ ไวรัสคอกซากี เอ16 และไวรัสเอนเตอโร 71 ซึ่งอาจจะติดมากับมือหรือของเล่นที่เปื้อนน้ำมูก น้ำลาย น้ำจากแผลตุ่มพองหรืออุจจาระของผู้ป่วยหรือติดต่อจากการไอ จาม รดกัน ผู้ป่วยที่มีอาการไม่รุนแรง จะมีไข้ เป็นแผลในปาก มีตุ่มน้ำใส ตามฝ่ามือ ฝ่าเท้า และลำตัว มักจะหายได้เองภายใน 7- 10 วัน หากในรายที่มีอาการรุนแรง อาจมีอาการแทรกซ้อนรุนแรงทางระบบประสาทและระบบหายใจ เช่น ปอดบวมน้ำ สมองอักเสบ หัวใจวาย อาจทำให้เสียชีวิตได้ โรคนี้ไม่มียารักษา ไม่มีวัคซีน จะรักษาตามอาการ ถ้ามีอาการแทรกซ้อน เช่น ไข้สูง ซึม อาเจียน หอบ ต้องรีบนำเด็กไปรับการรักษาที่โรงพยาบาลทันที จากข้อมูลการเฝ้าระวัง ทางห้องปฏิบัติการ ในช่วงปี พ.ศ.2555-2559 จากตัวอย่างส่งตรวจ จำนวน 3,634 ราย (5,339 ตัวอย่าง) พบว่า ไวรัสเอนเตอโร 71 เป็นสาเหตุหลักของโรคมือ เท้า ปาก แต่ในปี พ.ศ.2559 ที่ผ่านมา พบว่า เป็นไวรัสคอกซากี เอ 16 สำหรับปีนี้ ตั้งแต่ 1 มกราคม จนถึง 22 พฤษภาคม พ.ศ.2560 ได้รับตัวอย่างส่งตรวจจากผู้ป่วยโรคมือ เท้า ปาก จำนวน 110 ราย (150 ตัวอย่าง) พบว่า เป็นไวรัส เอนเตอโร 71และไวรัสคอกซากี เอ 16 จำนวนใกล้เคียงกัน และนอกจากไวรัสสำคัญ 2 ชนิดดังกล่าวแล้ว ยังพบไวรัสคอกซากี เอ 10 และไวรัสคอกซากี เอ 6 บ้างเล็กน้อย 

สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สาธารณสุข กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ได้เตรียมความพร้อมรองรับการตรวจวินิจฉัยการติดเชื้อไวรัส เอนเตอโรไว้พร้อมแล้ว ไม่ว่าจะเป็นด้านวัสดุวิทยาศาสตร์ที่ต้องใช้และกำลังคน โดยเทคนิควิธีการตรวจซึ่งขณะนี้เปิดให้บริการ 3 วิธี คือ การตรวจวินิจฉัยทางน้ำเหลือง เป็นการตรวจหาการเพิ่มขึ้นของระดับภูมิคุ้มกันชนิด IgG ของไวรัสเอนเตอโร 71 ไวรัสคอกซากี เอ 10 และ เอ 16 ในซีรัมคู่ โดยวิธี micro-neutralization test ซึ่งต้องมีระดับของภูมิคุ้มกันในซีรัมเจาะครั้งที่สองสูงกว่าในซีรัมเจาะครั้งที่ 1 อย่างน้อย 4 เท่า จึงจะแปลว่าให้ผลบวก ระยะเวลาการตรวจในห้องปฏิบัติการ 11 วันทําการ และการตรวจวินิจฉัยจากชนิดตัวอย่าง ส่งตรวจของผู้ป่วย อุจจาระ สวอบคอ น้ำไขสันหลัง สวอบแผล และสวอบโพรงจมูก มี 2 วิธีคือ การตรวจวินิจฉัยโดยการแยกเชื้อ ในเซลล์เพาะเลี้ยง เป็นวิธีการมาตรฐานขององค์การอนามัยโลก โดยแยกเชื้อจากสิ่งส่งตรวจ แล้วนําเชื้อที่แยกได้มาพิสูจน์โดยวิธี Reverse transcription-polymerase chain reaction (RT-PCR) ระยะเวลาการตรวจในห้องปฏิบัติการ 22 วันทําการ และการตรวจวินิจฉัยทางพันธุกรรม ( Molecular) ด้วยวิธี Reverse transcription-polymerase chain reaction (RT-PCR) โดยใช้ specific primer ของไวรัสเอนเตอโร 71 ไวรัสคอกซากี เอ16 หรือไวรัสในกลุ่มเอนเตอโร ระยะเวลาการตรวจในห้องปฏิบัติการ 2 วันทําการ นอกจากนี้ยังสามารถตรวจวิเคราะห์สายพันธุ์ของไวรัสกลุ่มเอนเตอโร โดยเทคนิค DNA sequencing ในกรณีที่มีการร้องขอหรือเพื่อหาสายพันธุ์และแหล่งที่มาของเชื้อ และเพื่อเป็นข้อมูลด้านระบาดวิทยาระดับโมเลกุลของไวรัสก่อโรคมือ เท้า ปาก ในประเทศไทย


 นายแพทย์สุขุม กล่าวต่ออีกว่า สิ่งสำคัญที่สุดคือการป้องกันการติดเชื้อโดยการดูแลรักษาสุขอนามัยที่ดี จึงควรเน้นเรื่อง การล้างมือด้วยสบู่ ทุกครั้งก่อนรับประทานอาหารและหลังขับถ่ายหรือเปลี่ยนผ้าอ้อมให้เด็ก ไม่ใช้จาน ชาม แก้วน้ำร่วมกัน ทำความสะอาดของเล่นและสิ่งแวดล้อมด้วยสบู่หรือน้ำยาทำความสะอาดอยู่เสมอ หากพบว่ามีเด็กป่วยให้แยกเด็กป่วยออก จากเด็กปกติและให้เด็กหยุดลาพัก ในกรณีที่มีผู้ป่วยเพิ่มขึ้น อาจต้องปิดโรงเรียนหรือสถานเลี้ยงเด็ก เพื่อป้องกันการระบาดของโรค และทำความสะอาดพื้นผิวที่สงสัยเปื้อนเชื้อ โดยใช้ฆ่าเชื้อด้วยน้ำยาคลอร็อกซ์หรือน้ำยาฟอกขาว 0.5% - 1% เนื่องจากเชื้อไวรัส กลุ่มเอนเตอโรไม่สามารถฆ่าเชื้อได้ด้วยแอลกอฮอล์

 


ข่าวประชาสัมพันธ์เกี่ยวข้อง

https://www.dmsc.moph.go.th/upload/nw/pictures/pic-202626061782472570436694372-7999.jpg
กรมวิทย์ฯ ปิดการประชุมวิชาการฯ อย่างยิ่งใหญ่ ตอกย้ำการขับเคลื่อนสุขภาพคนไทย สู่การมีชีวิตยืนยาวอย่างมีคุณภาพ พร้อมมอบรางวัลผลงานวิชาการดีเด่น 36 ผลงาน

กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ปิดการประชุมวิชาการวิทยาศาสตร์การแพทย์ ครั้งที่ 34 ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 อย่างยิ่งใหญ่ พร้อมมอบรางวัลผลงานวิชาการดีเด่นจำนวน 36 ผลงาน จากผลงานที่ส่งเข้าประกวดและนำเสนอรวม 455 ผลงาน สะท้อนศักยภาพด้านการวิจัย นวัตกรรม และการพัฒนางานประจำสู่งานวิจัยของบุคลากรด้านวิทยาศาสตร์การแพทย์ทั่วประเทศ พร้อมขอบคุณความร่วมมือจากภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วน ที่ร่วมเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนระบบสุขภาพของประเทศ และส่งเสริมให้ประชาชนมีสุขภาพดี มีอายุยืนยาวอย่างมีคุณภาพ

อ่านต่อ expand_circle_right
https://www.dmsc.moph.go.th/upload/nw/pictures/pic-297293478.jpg
กรมวิทย์ฯ ผนึกเครือข่ายสาธารณสุข เขต 2 ขับเคลื่อนศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ระดับอำเภอ เสริมระบบเฝ้าระวังสุขภาพเชิงรุก สร้างความปลอดภัยผู้บริโภคอย่างยั่งยืน

กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เดินหน้ายกระดับระบบเฝ้าระวังและคุ้มครองผู้บริโภคด้านสุขภาพในระดับพื้นที่ จับมือเครือข่ายสาธารณสุขเขตสุขภาพที่ 2 ขับเคลื่อนนโยบาย “ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ชุมชนระดับอำเภอ” เพื่อเสริมศักยภาพชุมชนให้เข้มแข็ง ผ่านองค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรมทางการแพทย์ สู่การเป็นต้นแบบเฝ้าระวังความเสี่ยงด้านสุขภาพ สร้างความปลอดภัยกับผู้บริโภคในชุมชนอย่างยั่งยืน

อ่านต่อ expand_circle_right
https://www.dmsc.moph.go.th/upload/nw/pictures/pic-202619061781836402244199274-7961.jpg
กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ผุดแอป “คัดแยกเห็ดไทย” สกัดป่วย-ตายจากเห็ดพิษ หลังพบผู้ป่วยทะลุ 1.2 หมื่นราย

ดร.นพ.สราวุฒิ บุญสุข อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เปิดเผยว่าในแต่ละปีประเทศไทยจะมีผู้ป่วยและผู้เสียชีวิตจากการบริโภคเห็ดพิษอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ข้อมูลจากกรมควบคุมโรค ตั้งแต่ปี 2565 – 2569 พบผู้ป่วยจากการบริโภคเห็ดพิษ จำนวน 12,000 กว่าราย โดยพบผู้ป่วยเพิ่มสูงขึ้นทุกปี โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ สาเหตุสำคัญเกิดจากการจำแนกเห็ดผิดชนิด ดังนั้นกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข จึงร่วมกับมหาวิทยาลัยมหาสารคาม พัฒนาแอปพลิเคชัน คัดแยกเห็ดขึ้น ภายใต้ชื่อ “คัดแยกเห็ดไทย” ซึ่งสามารถใช้งานได้ทั้งระบบปฏิบัติการ iOS และ Android เพื่อช่วยประชาชนคัดกรองและจำแนกชนิดเห็ดพิษและเห็ดรับประทานได้ในเบื้องต้น

อ่านต่อ expand_circle_right

แผนผังเว็บไซต์