กรมวิทย์ฯ เผยสายพันธุ์ไข้หวัดใหญ่ในไทยพบไข้หวัดใหญ่ชนิด A/H1N1 มากที่สุด ย้ำวัคซีนยังคงมีประสิทธิภาพในการป้องกัน

โดย : ฝ่ายประชาสัมพันธ์
1,323
25 เมษายน 2568

 กรมวิทย์ฯ เผยสายพันธุ์ไข้หวัดใหญ่ในไทยพบไข้หวัดใหญ่ชนิด A/H1N1 มากที่สุด ย้ำวัคซีนยังคงมีประสิทธิภาพในการป้องกัน

 

นายแพทย์ยงยศ ธรรมวุฒิ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เปิดเผยถึงสถานการณ์ไข้หวัดใหญ่ว่า ปัจจุบันทั่วโลกพบเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ที่เป็นสาเหตุหลักของการระบาด 3 สายพันธุ์ ได้แก่ ไข้หวัดใหญ่ชนิด A(H3N2) พบมากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 40.18 ไข้หวัดใหญ่ชนิด A(H1N1) pdm09 คิดเป็นร้อยละ 34.73 และไข้หวัดใหญ่ชนิด B (Victoria lineage) พบร้อยละ 24.84 ขณะที่สถานการณ์ในประเทศไทยพบไข้หวัดใหญ่ชนิด A/H1N1 (pdm09) มากที่สุด คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 41.55 รองลงมาคือไข้หวัดใหญ่ชนิด B (Victoria lineage) และไข้หวัดใหญ่ชนิด A(H3N2) มีสัดส่วนร้อยละ 32.80 และ 25.66 ตามลำดับ จากการวิเคราะห์สายพันธุ์ของเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ในประเทศไทย โดยการใช้เทคนิค Whole genome sequencing วิเคราะห์หาลำดับพันธุกรรมทั้งจีโนมของเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ และประเมินความสอดคล้องกับสายพันธุ์วัคซีนที่องค์การอนามัยโลกประกาศใช้สำหรับซีกโลกใต้ปี 2568 ระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม 2567 - 31 มีนาคม 2568 พบว่า ไข้หวัดใหญ่ชนิด A(H1N1) มีความสอดคล้องกับสายพันธุ์ที่ระบุในวัคซีนซีกโลกใต้ 2568 คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 46.45 ขณะที่ไข้หวัดใหญ่ชนิด A(H3N2) และ B/Victoria lineage มีความสอดคล้องกับสายพันธุ์ที่ระบุในวัคซีนซีกโลกใต้ 2568 คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 100

   

  

นายแพทย์ยงยศ กล่าวอีกว่า การเฝ้าระวังสายพันธุ์มีบทบาทสำคัญในการติดตามการเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรม โดยเฉพาะในกลุ่ม 6B.1A.5a.2a กลุ่มย่อย C.1.9 ซึ่งพบการเปลี่ยนแปลงของกรดอะมิโนบนโปรตีน Hemagglutinin (HA) บริเวณ Antigenic site เป็นตำแหน่งสำคัญที่มีผลต่อการตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกัน และอาจส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพของวัคซีนในการกระตุ้นการสร้างแอนติบอดี จากรายงานขององค์การอนามัยโลกสุ่มตัวอย่างเชื้อจากกลุ่มดังกล่าว มาทดสอบกับแอนติซีรั่มจาก Ferret และซีรั่มของอาสาสมัครที่ได้รับวัคซีน A/Victoria/4897/2022 (H1N1) pdm09-like virus (6B.1A.5a.2a.1) ในปี 2567 พบว่ามีเพียงร้อยละ 3 ของเชื้อในกลุ่ม 6B.1A.5a.2a ที่มีประสิทธิภาพการตอบสนองต่อแอนติซีรั่มลดลง นอกจากนี้ผลการวิเคราะห์สายพันธุ์ย่อยของไวรัส A(H1N1)pdm09 กลุ่ม 6B.1A.5a.2a สายพันธุ์ย่อยต่างๆ ไม่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ดังนั้นวัคซีนที่จะนำมาฉีดให้แก่ประชากรในปี 2568 ยังคงมีประสิทธิภาพในการป้องกันเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ A(H1N1) pdm09 ที่กำลังระบาดในปัจจุบันได้  

 

25 เมษายน 2568

ข่าวประชาสัมพันธ์เกี่ยวข้อง

https://www.dmsc.moph.go.th/upload/nw/pictures/pic-283599668.jpg
จากห้องแล็บสู่ดอยสูง! กรมวิทย์ฯ ลุย ‘น่าน’ หนุนโมเดลต้นแบบพระราชดำริ ดันสมุนไพร-กาแฟไทยสู่สากล

ดร.นพ.สราวุฒิ บุญสุข อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ได้รับเชิญจากสำนักงานองคมนตรี โดยพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา องคมนตรี ประธานคณะกรรมการโครงการพัฒนาคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืนตามพระราชดำริ เข้าร่วมการพัฒนาบ้านน้ำรีพัฒนา ตำบลขุนน่าน อำเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดน่าน ซึ่งเป็นพื้นที่แห่งแรกที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ดำเนินโครงการฯ เพื่อช่วยเหลือราษฎรในพื้นที่เขตชนบท ส่งเสริมคุณภาพชีวิต พัฒนาอัตลักษณ์ และอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่น อันจะนำไปสู่การแก้ไขและพัฒนาคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ให้ดีขึ้นอย่างยั่งยืน

อ่านต่อ expand_circle_right
https://www.dmsc.moph.go.th/upload/nw/pictures/pic-202624071784896248755547611-8151.JPG
กรมวิทย์ฯ ร่วมกับมูลนิธิธาลัสซีเมียฯ ปิดประชุมวิชาการครั้งที่ 27 เดินหน้าประเทศไทยสู่เป้าหมาย “ปลอดโรคธาลัสซีเมียชนิดรุนแรงในประชากรรุ่นใหม่” ด้วยเทคโนโลยีขั้นสูง

กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ร่วมกับมูลนิธิโรคโลหิตจางธาลัสซีเมียแห่งประเทศไทย และภาคีเครือข่าย ปิดฉากการประชุมสัมมนาวิชาการธาลัสซีเมียแห่งชาติ ครั้งที่ 27 ประจำปี 2569 พร้อมมอบรางวัลผลงานวิจัยและผลงานวิชาการดีเด่น ตอกย้ำความร่วมมือทุกภาคส่วนในการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่เป้าหมาย “ปลอดโรคธาลัสซีเมียชนิดรุนแรงในประชากรรุ่นใหม่” ด้วยองค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรมห้องปฏิบัติการขั้นสูง

อ่านต่อ expand_circle_right
https://www.dmsc.moph.go.th/upload/nw/pictures/pic-356276721.jpg
เด็กไทยเกิดใหม่ทุกคน รู้ผลธาลัสซีเมีย ด้วยเทคโนโลยีขั้นสูง รู้เร็ว รักษาเร็ว ลดความรุนแรง มุ่งสู่คนไทยรุ่นใหม่ปลอดโรคธาลัสซีเมีย

กระทรวงสาธารณสุข โดย กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ มูลนิธิโรคโลหิตจางธาลัสซีเมียแห่งประเทศไทย และ ภาคีเครือข่าย ร่วมกันขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ “ประชากรรุ่นใหม่ปลอดโรคธาลัสซีเมีย” โดยมุ่งเน้นการใช้เทคโนโลยีห้องปฏิบัติการขั้นสูง ตรวจวินิจฉัยโรคให้มีความแม่นยำสูงสุด สามารถระบุพาหะและตัวแปรพันธุกรรมที่ซับซ้อนเพื่อการรักษาได้อย่างตรงจุดแม่นยำนำเข้าสู่ระบบบริการและผลักดันให้เป็นสิทธิประโยชน์เพื่อให้ทุกคนเข้าถึงได้ พร้อมเร่งยกระดับห้องปฏิบัติการเครือข่ายทั่วประเทศให้มีคุณภาพมาตรฐานและจัดทำฐานข้อมูลระดับประเทศ เพื่อใช้สนับสนุนการวางนโยบายเพื่อการป้องกันและควบคุมโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน

อ่านต่อ expand_circle_right
https://www.dmsc.moph.go.th/upload/nw/pictures/pic-361965682.jpg
กรมวิทย์ฯ จับมือ กทม. ยกระดับอสส.เมืองกรุง ใช้ชุดทดสอบเบื้องต้น เสริมเกราะคุ้มครองผู้บริโภคนชุมชน

กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ร่วมกับ กรุงเทพมหานคร ติวเข้มอาสาสมัครสาธารณสุขวิทยาศาสตร์การแพทย์ชุมชน (อสส.) และพี่เลี้ยงกว่า 200 ชีวิต ด้วยแนวคิด “บันได 3 ขั้น” ตั้งแต่การเรียนรู้ผ่านระบบดิจิทัล การฝึกใช้ชุดทดสอบเบื้องต้น ไปจนถึงการลงพื้นที่ปฏิบัติงานจริง โดยมีพยาบาลวิชาชีพและเภสัชกรคอยเป็นพี่เลี้ยงดูแลอย่างใกล้ชิด มุ่งสร้างอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อร่วมกันเป็นพลังสำคัญของเครือข่ายเฝ้าระวัง แจ้งเตือนภัย และส่งต่อความรู้ด้านสุขภาพในชุมชน

อ่านต่อ expand_circle_right
https://www.dmsc.moph.go.th/upload/nw/pictures/pic-594091221.jpg
กรมวิทย์ฯ ผนึก สกร. ปั้น “ครูนักวิทย์” 77 จังหวัด ส่งเสริมความรอบรู้วิทยาศาสตร์การแพทย์ สร้างเครือข่ายเฝ้าระวังความปลอดภัยอาหารและสุขภาพในชุมชน

กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข จับมือ กรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) กระทรวงศึกษาธิการ เดินหน้าพัฒนา “ครูนักวิทย์” รุ่นแรก 154 คน จาก 77 จังหวัด เสริมทักษะด้านวิทยาศาสตร์การแพทย์และการใช้ชุดทดสอบเบื้องต้น เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้สู่เยาวชนและประชาชน สร้างเครือข่ายเฝ้าระวังความปลอดภัยด้านอาหาร ผลิตภัณฑ์สุขภาพ สิ่งแวดล้อม และน้ำบริโภคในระดับชุมชน มุ่งยกระดับความรอบรู้ด้านสุขภาพ ลดความเสี่ยง และสร้างสังคมที่ปลอดภัยด้วยหลักฐานเชิงวิทยาศาสตร์

อ่านต่อ expand_circle_right
https://www.dmsc.moph.go.th/upload/nw/pictures/pic-202609071783584009677387105-8075.jpg
กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ร่วมมือ JICA ชูเทคโนโลยีถอดรหัสพันธุกรรมทั้งจีโนม (WGS) ยกระดับระบบเฝ้าระวังวัณโรคเชิงรุก มุ่งยุติวัณโรคของไทย

กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายยุติวัณโรคของประเทศไทย ด้วยการนำเทคโนโลยีจีโนมิกส์และการถอดรหัสพันธุกรรมทั้งจีโนม (Whole Genome Sequencing: WGS) เสริมศักยภาพระบบเฝ้าระวังและสอบสวนโรค เปลี่ยนจากการรอรับผู้ป่วยในโรงพยาบาลสู่การค้นหาเชิงรุก พร้อมยกระดับสู่ "ระบบข่าวกรองสาธารณสุขเชิงรุกที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลจีโนม" เพื่อหยุดการแพร่ระบาดของวัณโรคและวัณโรคดื้อยาอย่างมีประสิทธิภาพ

อ่านต่อ expand_circle_right

แผนผังเว็บไซต์