กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เตรียมพร้อมห้องปฏิบัติการตรวจอหิวาตกโรค พร้อมเผยผลทดสอบความไวของสายพันธุ์เชื้ออหิวาตกโรคต่อยาปฏิชีวนะ พบว่ายาที่แพทย์ใช้รักษายังใช้ได้ผลดี

โดย : ฝ่ายประชาสัมพันธ์
1,387
6 มกราคม 2568

 
กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เตรียมพร้อมห้องปฏิบัติการตรวจอหิวาตกโรค พร้อมเผยผลทดสอบความไวของสายพันธุ์เชื้ออหิวาตกโรคต่อยาปฏิชีวนะ พบว่ายาที่แพทย์ใช้รักษายังใช้ได้ผลดี

นายแพทย์ยงยศ ธรรมวุฒิ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เปิดเผยถึงสถานการณ์อหิวาตกโรคในประเทศไทยว่า กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ได้ตรวจพบเชื้อ Vibrio cholerae serogroup O1, serotype Ogawa ในผู้ป่วยที่เดินทางผ่านด่านพรมแดนแม่สอดเข้าสู่ประเทศไทย (imported cases) ในช่วงสิ้นปี 2567 ผลการทดสอบความไวต่อยา พบว่า เชื้อไวต่อยา Tetracycline (เตตราไซคลิน) ซึ่งยาในกลุ่มเตตราไซคลิน เช่น Doxycycline (ด็อกซีไซคลิน) เป็นยากลุ่มแรกที่แพทย์เลือกใช้สำหรับการรักษาผู้ป่วยอหิวาตกโรค และจากการทดสอบทางห้องปฏิบัติการพบว่ายาดังกล่าวยังใช้ได้ผลดี นอกจากนี้ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ยังได้ดำเนินการทดสอบลำดับเบสเพื่อวิเคราะห์สายพันธุ์ของเชื้อ Vibrio cholerae ที่แยกได้จากผู้ป่วยเพื่อศึกษาเชิงระบาดวิทยาอย่างละเอียด ซึ่งจะช่วยให้เข้าใจถึงการแพร่กระจายของเชื้อ สามารถระบุแหล่งที่มาของการติดเชื้อได้อย่างชัดเจน รวมถึงช่วยในการระบุสายพันธุ์ที่อาจมีความเสี่ยงสูง ซึ่งจะเป็นข้อมูลสำคัญสำหรับสนับสนุนการควบคุมและป้องกันการแพร่ระบาดของโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพ คาดว่าจะทราบผลภายในสัปดาห์นี้


นายแพทย์ยงยศ กล่าวต่ออีกว่า กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ได้เตรียมความพร้อมด้านห้องปฏิบัติการอย่างเต็มที่ เพื่อรองรับสถานการณ์การแพร่ระบาด โดยใช้เทคนิคมาตรฐาน รวมถึงเทคโนโลยีขั้นสูง ได้แก่ การเพาะแยกเชื้อและจำแนกชนิด การตรวจสารพันธุกรรมของเชื้อด้วยเทคนิค PCR  การทดสอบความไวต่อยาปฏิชีวนะเพื่อเป็นข้อมูลสำหรับการให้ยารักษา และการตรวจวิเคราะห์จีโนมเชิงลึกเพื่อติดตามการกลายพันธุ์และวิเคราะห์เชิงระบาดวิทยา โดยดำเนินงานร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิดเพื่อติดตามสถานการณ์และรายงานความคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง สำหรับประชาชนขอให้ปฏิบัติตามมาตรการป้องกันเชื้อก่อโรคอหิวาตกโรค ตามหลักสุขอนามัย เช่น การล้างมือ การบริโภคอาหารปรุงสุกใหม่ และดื่มน้ำสะอาด เพื่อป้องกันการติดเชื้อ การปฏิบัติตามมาตรการป้องกันพื้นฐานสามารถลดความเสี่ยงของการติดเชื้อได้อย่างมาก อย่างไรก็ตาม เพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดอาการรุนแรง โดยเฉพาะผู้ที่มีระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอหรือมีปัญหาสุขภาพพื้นฐานควรระมัดระวังเป็นพิเศษ ควรปรึกษาแพทย์หากมีอาการผิดปกติ เช่น ท้องเสียรุนแรง อาเจียน และมีอาการขาดน้ำ 

 

6 มกราคม 2568

ข่าวประชาสัมพันธ์เกี่ยวข้อง

https://www.dmsc.moph.go.th/upload/nw/pictures/pic-283599668.jpg
จากห้องแล็บสู่ดอยสูง! กรมวิทย์ฯ ลุย ‘น่าน’ หนุนโมเดลต้นแบบพระราชดำริ ดันสมุนไพร-กาแฟไทยสู่สากล

ดร.นพ.สราวุฒิ บุญสุข อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ได้รับเชิญจากสำนักงานองคมนตรี โดยพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา องคมนตรี ประธานคณะกรรมการโครงการพัฒนาคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืนตามพระราชดำริ เข้าร่วมการพัฒนาบ้านน้ำรีพัฒนา ตำบลขุนน่าน อำเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดน่าน ซึ่งเป็นพื้นที่แห่งแรกที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ดำเนินโครงการฯ เพื่อช่วยเหลือราษฎรในพื้นที่เขตชนบท ส่งเสริมคุณภาพชีวิต พัฒนาอัตลักษณ์ และอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่น อันจะนำไปสู่การแก้ไขและพัฒนาคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ให้ดีขึ้นอย่างยั่งยืน

อ่านต่อ expand_circle_right
https://www.dmsc.moph.go.th/upload/nw/pictures/pic-202624071784896248755547611-8151.JPG
กรมวิทย์ฯ ร่วมกับมูลนิธิธาลัสซีเมียฯ ปิดประชุมวิชาการครั้งที่ 27 เดินหน้าประเทศไทยสู่เป้าหมาย “ปลอดโรคธาลัสซีเมียชนิดรุนแรงในประชากรรุ่นใหม่” ด้วยเทคโนโลยีขั้นสูง

กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ร่วมกับมูลนิธิโรคโลหิตจางธาลัสซีเมียแห่งประเทศไทย และภาคีเครือข่าย ปิดฉากการประชุมสัมมนาวิชาการธาลัสซีเมียแห่งชาติ ครั้งที่ 27 ประจำปี 2569 พร้อมมอบรางวัลผลงานวิจัยและผลงานวิชาการดีเด่น ตอกย้ำความร่วมมือทุกภาคส่วนในการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่เป้าหมาย “ปลอดโรคธาลัสซีเมียชนิดรุนแรงในประชากรรุ่นใหม่” ด้วยองค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรมห้องปฏิบัติการขั้นสูง

อ่านต่อ expand_circle_right
https://www.dmsc.moph.go.th/upload/nw/pictures/pic-356276721.jpg
เด็กไทยเกิดใหม่ทุกคน รู้ผลธาลัสซีเมีย ด้วยเทคโนโลยีขั้นสูง รู้เร็ว รักษาเร็ว ลดความรุนแรง มุ่งสู่คนไทยรุ่นใหม่ปลอดโรคธาลัสซีเมีย

กระทรวงสาธารณสุข โดย กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ มูลนิธิโรคโลหิตจางธาลัสซีเมียแห่งประเทศไทย และ ภาคีเครือข่าย ร่วมกันขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ “ประชากรรุ่นใหม่ปลอดโรคธาลัสซีเมีย” โดยมุ่งเน้นการใช้เทคโนโลยีห้องปฏิบัติการขั้นสูง ตรวจวินิจฉัยโรคให้มีความแม่นยำสูงสุด สามารถระบุพาหะและตัวแปรพันธุกรรมที่ซับซ้อนเพื่อการรักษาได้อย่างตรงจุดแม่นยำนำเข้าสู่ระบบบริการและผลักดันให้เป็นสิทธิประโยชน์เพื่อให้ทุกคนเข้าถึงได้ พร้อมเร่งยกระดับห้องปฏิบัติการเครือข่ายทั่วประเทศให้มีคุณภาพมาตรฐานและจัดทำฐานข้อมูลระดับประเทศ เพื่อใช้สนับสนุนการวางนโยบายเพื่อการป้องกันและควบคุมโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน

อ่านต่อ expand_circle_right
https://www.dmsc.moph.go.th/upload/nw/pictures/pic-361965682.jpg
กรมวิทย์ฯ จับมือ กทม. ยกระดับอสส.เมืองกรุง ใช้ชุดทดสอบเบื้องต้น เสริมเกราะคุ้มครองผู้บริโภคนชุมชน

กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ร่วมกับ กรุงเทพมหานคร ติวเข้มอาสาสมัครสาธารณสุขวิทยาศาสตร์การแพทย์ชุมชน (อสส.) และพี่เลี้ยงกว่า 200 ชีวิต ด้วยแนวคิด “บันได 3 ขั้น” ตั้งแต่การเรียนรู้ผ่านระบบดิจิทัล การฝึกใช้ชุดทดสอบเบื้องต้น ไปจนถึงการลงพื้นที่ปฏิบัติงานจริง โดยมีพยาบาลวิชาชีพและเภสัชกรคอยเป็นพี่เลี้ยงดูแลอย่างใกล้ชิด มุ่งสร้างอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อร่วมกันเป็นพลังสำคัญของเครือข่ายเฝ้าระวัง แจ้งเตือนภัย และส่งต่อความรู้ด้านสุขภาพในชุมชน

อ่านต่อ expand_circle_right
https://www.dmsc.moph.go.th/upload/nw/pictures/pic-594091221.jpg
กรมวิทย์ฯ ผนึก สกร. ปั้น “ครูนักวิทย์” 77 จังหวัด ส่งเสริมความรอบรู้วิทยาศาสตร์การแพทย์ สร้างเครือข่ายเฝ้าระวังความปลอดภัยอาหารและสุขภาพในชุมชน

กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข จับมือ กรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) กระทรวงศึกษาธิการ เดินหน้าพัฒนา “ครูนักวิทย์” รุ่นแรก 154 คน จาก 77 จังหวัด เสริมทักษะด้านวิทยาศาสตร์การแพทย์และการใช้ชุดทดสอบเบื้องต้น เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้สู่เยาวชนและประชาชน สร้างเครือข่ายเฝ้าระวังความปลอดภัยด้านอาหาร ผลิตภัณฑ์สุขภาพ สิ่งแวดล้อม และน้ำบริโภคในระดับชุมชน มุ่งยกระดับความรอบรู้ด้านสุขภาพ ลดความเสี่ยง และสร้างสังคมที่ปลอดภัยด้วยหลักฐานเชิงวิทยาศาสตร์

อ่านต่อ expand_circle_right
https://www.dmsc.moph.go.th/upload/nw/pictures/pic-202609071783584009677387105-8075.jpg
กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ร่วมมือ JICA ชูเทคโนโลยีถอดรหัสพันธุกรรมทั้งจีโนม (WGS) ยกระดับระบบเฝ้าระวังวัณโรคเชิงรุก มุ่งยุติวัณโรคของไทย

กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายยุติวัณโรคของประเทศไทย ด้วยการนำเทคโนโลยีจีโนมิกส์และการถอดรหัสพันธุกรรมทั้งจีโนม (Whole Genome Sequencing: WGS) เสริมศักยภาพระบบเฝ้าระวังและสอบสวนโรค เปลี่ยนจากการรอรับผู้ป่วยในโรงพยาบาลสู่การค้นหาเชิงรุก พร้อมยกระดับสู่ "ระบบข่าวกรองสาธารณสุขเชิงรุกที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลจีโนม" เพื่อหยุดการแพร่ระบาดของวัณโรคและวัณโรคดื้อยาอย่างมีประสิทธิภาพ

อ่านต่อ expand_circle_right

แผนผังเว็บไซต์