กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ชี้ โอมิครอนแพร่เร็วแต่ยังไม่มีข้อมูลว่ารุนแรงกว่าสายพันธุ์อื่น แนะเร่งเข้ารับวัคซีนเข็มกระตุ้น

โดย : กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข
894
21 ธันวาคม 2564


กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ชี้ เชื้อโควิด 19 สายพันธุ์โอมิครอนแพร่เร็วกว่าเดลตา แต่ยังไม่มีข้อมูลว่าทำให้อาการหนักหรือเสียชีวิตเพิ่มขึ้น การตรวจสายพันธุ์แบบเบื้องต้นและแบบยืนยัน ยังสามารถตรวจจับโอมิครอนได้ และการฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้นช่วยเพิ่มประสิทธิผลต่อเชื้อ แนะประชาชนเร่งเข้ารับการฉีดวัคซีน

(20 ธันวาคม 2564) ที่ศูนย์แถลงข่าวสถานการณ์โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 กระทรวงสาธารณสุข จ.นนทบุรี นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ แถลงสถานการณ์โรคโควิด 19 สายพันธุ์โอไมครอน ว่า ขณะนี้ทั่วโลกพบรายงานสายพันธุ์โอมิครอนแล้ว 89 ประเทศ มี 3 สายพันธุ์ย่อย ส่วนใหญ่ยังเป็น BA1 กว่า 6 พันราย BA2 พบ 18 ราย และ BA3 พบ 5 ราย มีการศึกษาจากต่างประเทศเกี่ยวกับค่า RO หมายถึงผู้ป่วยหนึ่งคนจะแพร่กระจายเชื้อให้ผู้อื่นได้กี่คน พบว่า สายพันธุ์อู่ฮั่นอยู่ที่ 2.5 สายพันธุ์เดลตา 6.5 และโอมิครอน 8.54 ซึ่งเร็วกว่าเดลตา ส่วนความรุนแรงนั้นข้อมูลจากแอฟริกาใต้พบว่าการระบาดเพิ่มขึ้นค่อนข้างเร็ว แต่อัตราการนอนโรงพยาบาล ป่วยหนักและเสียชีวิตยังไม่เพิ่มขึ้น ขณะที่องค์การอนามัยโลกระบุว่า โอมิครอนอาจกระทบต่อประสิทธิผลของวัคซีน แต่ไม่กระทบต่อการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันทั้งชนิด T Cell และชนิด B Cell การฉีดเข็มกระตุ้นจะช่วยเพิ่มประสิทธิผลของวัคซีน ซึ่งประเทศไทยรณรงค์ให้รับวัคซีนเข็ม 3 ถือเป็นนโยบายที่ถูกต้อง โดยขณะนี้กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์กำลังเพาะเชื้อสายพันธุ์โอมิครอน เพื่อนำมาทดสอบภูมิคุ้มกันจากวัคซีนสูตรต่างๆ ว่ายับยั้งได้มากน้อยเพียงใด คาดว่าจะทราบผลช่วงปีใหม่นี้ 

สำหรับการตรวจสายพันธุ์โควิดช่วงระหว่างวันที่ 11-19 ธันวาคม 2564 จำนวน 1,595 ตัวอย่าง ส่วนใหญ่ยังเป็นสายพันธุ์เดลตา 1,541 ตัวอย่างคิดเป็น 6.61% , อัลฟา 1 ตัวอย่าง คิดเป็น 0.06% , เบตา 1 ตัวอย่าง คิดเป็น 0.06% และโอมิครอน 52 ตัวอย่าง คิดเป็น 3.26% เมื่อรวมกับผลตรวจก่อนหน้านี้ พบโอมิครอนแล้ว 63 ราย ตรวจยืนยันแล้ว 20 ราย ถือว่าพบการติดเชื้อโอมิครอนค่อนข้างเร็วสอดคล้องกับสถานการณ์โลก และการติดเชื้อในผู้เดินทางเข้าประเทศทุกระบบ เป็นโอมิครอน 25% โดยพบ 1 รายในระบบ Test&Go ที่ผล RT-PCR ก่อนมาไทย 72 ชั่วโมงเป็นลบ เมื่อมาถึงประเทศไทยตรวจอีกครั้งยังเป็นลบ หลังจากนั้น 2-3 วันพบว่าป่วย และเป็นสายพันธุ์โอมิครอน ซึ่งเกิดขึ้นได้เนื่องจากยังอยู่ในช่วงระยะฟักตัว

"กรณีดังกล่าวหากไม่สามารถตรวจจับได้ทัน อาจเกิดการติดเชื้อในประเทศได้ จึงควรมีการทบทวนมาตรการให้เข้มงวดมากขึ้น โดยอยู่ที่ ศบค.จะพิจารณาดำเนินการ อย่างไรก็ตาม การตรวจสายพันธุ์แบบเบื้องต้นและแบบยืนยัน ยังสามารถตรวจจับโอมิครอนได้ และการฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้นจำเป็นต้องฉีดโดยเร็ว และผู้ที่ยังไม่เคยฉีดวัคซีนเลยควรรีบมาฉีดเพื่อให้มีภูมิต้านทานเพิ่มขึ้น" นพ.ศุภกิจกล่าว

////////////         สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สาธารณสุข  /  สำนักสารนิเทศ

ข่าวประชาสัมพันธ์เกี่ยวข้อง

https://www.dmsc.moph.go.th/upload/nw/pictures/pic-297293478.jpg
กรมวิทย์ฯ ผนึกเครือข่ายสาธารณสุข เขต 2 ขับเคลื่อนศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ระดับอำเภอ เสริมระบบเฝ้าระวังสุขภาพเชิงรุก สร้างความปลอดภัยผู้บริโภคอย่างยั่งยืน

กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เดินหน้ายกระดับระบบเฝ้าระวังและคุ้มครองผู้บริโภคด้านสุขภาพในระดับพื้นที่ จับมือเครือข่ายสาธารณสุขเขตสุขภาพที่ 2 ขับเคลื่อนนโยบาย “ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ชุมชนระดับอำเภอ” เพื่อเสริมศักยภาพชุมชนให้เข้มแข็ง ผ่านองค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรมทางการแพทย์ สู่การเป็นต้นแบบเฝ้าระวังความเสี่ยงด้านสุขภาพ สร้างความปลอดภัยกับผู้บริโภคในชุมชนอย่างยั่งยืน

อ่านต่อ expand_circle_right
https://www.dmsc.moph.go.th/upload/nw/pictures/pic-202619061781836402244199274-7961.jpg
กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ผุดแอป “คัดแยกเห็ดไทย” สกัดป่วย-ตายจากเห็ดพิษ หลังพบผู้ป่วยทะลุ 1.2 หมื่นราย

ดร.นพ.สราวุฒิ บุญสุข อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เปิดเผยว่าในแต่ละปีประเทศไทยจะมีผู้ป่วยและผู้เสียชีวิตจากการบริโภคเห็ดพิษอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ข้อมูลจากกรมควบคุมโรค ตั้งแต่ปี 2565 – 2569 พบผู้ป่วยจากการบริโภคเห็ดพิษ จำนวน 12,000 กว่าราย โดยพบผู้ป่วยเพิ่มสูงขึ้นทุกปี โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ สาเหตุสำคัญเกิดจากการจำแนกเห็ดผิดชนิด ดังนั้นกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข จึงร่วมกับมหาวิทยาลัยมหาสารคาม พัฒนาแอปพลิเคชัน คัดแยกเห็ดขึ้น ภายใต้ชื่อ “คัดแยกเห็ดไทย” ซึ่งสามารถใช้งานได้ทั้งระบบปฏิบัติการ iOS และ Android เพื่อช่วยประชาชนคัดกรองและจำแนกชนิดเห็ดพิษและเห็ดรับประทานได้ในเบื้องต้น

อ่านต่อ expand_circle_right
https://www.dmsc.moph.go.th/upload/nw/pictures/pic-202610061781088676226382230-7917.jpg
กรมวิทย์ฯ เปิดเวที GLLP Asia-Pacific 2026 เสริมศักยภาพผู้นำห้องปฏิบัติการนานาชาติ สร้างความมั่นคงสุขภาพโลก รับมือโรคอุบัติใหม่ ภายใต้แนวคิด One Health

กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ร่วมกับ กรมปศุสัตว์ ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งสหรัฐอเมริกา (U.S. CDC) องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) และภาคีเครือข่ายนานาชาติ จัด "โครงการพัฒนาภาวะผู้นำห้องปฏิบัติการระดับโลก (Global Laboratory Leadership Program: GLLP) ภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก รุ่นที่ 2 ประจำปี 2569" มุ่งพัฒนาศักยภาพผู้นำห้องปฏิบัติการด้านสาธารณสุข ภายใต้แนวคิด “One Health” เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางสุขภาพของประเทศและภูมิภาค พร้อมรับมือโรคอุบัติใหม่และภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขในอนาคต

อ่านต่อ expand_circle_right

แผนผังเว็บไซต์