สธ. ใช้เทคนิคตรวจ "โอไมครอน" ด้วยน้ำยาตรวจอัลฟาและเบตา ยัน RT-PCR และ ATK ยังตรวจพบเชื้อได้

โดย : กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข
789
29 พฤศจิกายน 2564

กระทรวงสาธารณสุข ย้ำ ยังไม่พบสายพันธุ์ "โอไมครอน" ในผู้เดินทางเข้าประเทศไทย ส่วนวิธี RT-PCR และ ATK ยังใช้ตรวจหาเชื้อได้ โดยการตรวจหาสายพันธุ์จะใช้เทคนิคตรวจด้วยน้ำยาเฉพาะของสายพันธุ์อัลฟาและเบตา เนื่องจากการกลายพันธุ์มีส่วนเหมือนทั้งอัลฟาและเบตา หากพบทั้งคู่มีสิทธิ์เป็นโอไมครอน ช่วยรู้ผลเร็วกว่าการถอดรหัสพันธุกรรมทั้งตัว



(29 พฤศจิกายน 2564) ที่ศูนย์แถลงข่าวสถานการณ์โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 กระทรวงสาธารณสุข จ.นนทบุรี นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ พร้อมด้วยนพ.บัลลังก์ อุปพงษ์ รองอธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ แถลงกรณีโควิดสายพันธุ์โอไมครอน ว่า องค์การอนามัยโลกยกระดับสายพันธุ์โอไมครอนเป็นสายพันธุ์ที่น่ากังวลตัวที่ 5 ทั้งนี้ ประเทศไทยมีระบบเฝ้าระวังโดยการตรวจรหัสพันธุกรรมสายพันธุ์ต่างๆ ต่อเนื่อง ซึ่งตั้งแต่เปิดประเทศเมื่อ 1 พฤศจิกายน 2564 กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ได้รับตัวอย่างเชื้อจากผู้เดินทางเข้าประเทศ 75 ตัวอย่าง ตรวจเสร็จแล้ว 45 ตัวอย่าง พบเป็นสายพันธุ์เดลตาหรือสายพันธุ์ย่อยเดลตาทั้งหมด ส่วนอีก 30 ตัวอย่างผลจะออกในเร็วๆ นี้ ล่าสุดได้นำตัวอย่างเชื้อของผู้เดินทางเข้าประเทศในระบบ Test & Go จาก โปแลนด์ รัสเซีย เนเธอร์แลนด์ เบลเยียม มองโกเลีย ไอร์แลนด์ และลาว มาตรวจรวม 8 ตัวอย่าง พบเป็นเดลตาและสายพันธุ์ย่อยเดลตา ยังไม่พบสายพันธุ์โอไมครอน

นพ.ศุภกิจกล่าวต่อว่า ในการตรวจหาสายพันธุ์มี 3 วิธี คือ 1.ตรวจ RT-PCR ด้วยน้ำยาเฉพาะของแต่ละสายพันธุ์ เช่น อัลฟา เบตา เดลตา ใช้เวลา 1-2 วัน ซึ่งขณะนี้ยังไม่มีน้ำยาเฉพาะของโอไมครอน กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์อยู่ระหว่างการพัฒนา 2.การตรวจตำแหน่งรหัสพันธุกรรมว่าเป็นสายพันธุ์ใด ใช้เวลา 3 วัน และ 3.การถอดรหัสพันธุกรรมทั้งตัว ใช้เวลานาน 5-7 วัน  ทั้งนี้ วิธี RT-PCR เป็นวิธีการตรวจมาตรฐานที่ประเทศไทยและทั่วโลกใช้ สามารถตรวจสายพันธุ์โอไมครอนได้โดยกำหนดให้มีการตรวจยีนมากกว่า 1 ยีน หรือตรวจยีนมากกว่า 1 ตำแหน่ง ซึ่งจากการวิเคราะห์พบว่าสายพันธุ์โอไมครอนมีการกลายพันธุ์จนมีส่วนทั้งของอัลฟา ที่ตำแหน่ง HV69-70deletion และเบตา ที่ตำแหน่ง K417N จึงให้ตรวจตัวอย่างด้วยน้ำยาเฉพาะอัลฟาและเบตา หากพบผลบวกทั้งคู่มีโอกาสสูงมากที่จะเป็นโอไมครอน ขณะนี้ได้ประสานศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ทั่วประเทศใช้เป็นเทคนิคในการตรวจเพื่อความรวดเร็ว

สำหรับการตรวจด้วย ATK เบื้องต้นยังสามารถใช้ได้ เนื่องจากมีรายงานการศึกษาทางวิชาการพบว่าการกลายพันธุ์ยังไม่กระทบต่อโปรตีนที่ใช้ในการตรวจ ATK อย่างไรก็ตาม จะประสานสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เพื่อขอให้บริษัทผู้ผลิตหรือนำเข้า ATK แสดงข้อมูลที่บ่งบอกประสิทธิผลในส่วนนี้เพิ่มเติม ส่วนกรณีการตรวจผู้เดินทางเข้าประเทศในระบบ Test & Go ที่จะเปลี่ยนจาก RT-PCR มาเป็น ATK นั้น จะมีการทบทวนให้ใช้การตรวจด้วย RT-PCR เหมือนเดิมไปก่อน และกรณีที่พบผลบวกในผู้เดินทางเข้าประเทศทุกระบบ ขอให้ส่งเชื้อมาตรวจรหัสพันธุกรรม เพื่อเฝ้าระวังว่ามีสายพันธุ์โอไมครอนเข้ามาหรือไม่ ทั้งนี้ ยังไม่สามารถระบุถึงความรุนแรง ความสามารถในการแพร่หรือการหลบภูมิคุ้มกันของสายพันธุ์โอไมครอนได้ เนื่องจากข้อมูลมีจำกัด เป็นเพียงการสันนิษฐานจากตำแหน่งที่กลายพันธุ์เท่านั้น แต่การฉีดวัคซีนให้ครอบคลุมมากที่สุด และใช้มาตรการป้องกัน คือ สวมหน้ากาก เว้นระยะห่าง ล้างมือบ่อยๆ ลดกิจกรรมรวมกลุ่มที่ไม่จำเป็น ร่วมกับสถานบริการใช้มาตรการ COVID Free Setting ก็จะช่วยลดความเสี่ยงการติดเชื้อทุกสายพันธุ์ได้

********************************************  สำนักสารนิเทศ

ข่าวประชาสัมพันธ์เกี่ยวข้อง

https://www.dmsc.moph.go.th/upload/nw/pictures/pic-202611091789092425354666245-8225.jpg
สาธารณสุขมอบรางวัล Lab Cost Efficiency Excellence Award ภายในปี 2569 ลดค่าใช้จ่ายด้านวิทยาศาสตร์การแพทย์ ได้ถึง 658 ล้านบาท พร้อมชู 10 โรงพยาบาลต้นแบบ บริหารค่าแล็บคุ้มค่า

กระทรวงสาธารณสุขมอบรางวัล Lab Cost Efficiency Excellence Award เชิดชู 10 โรงพยาบาลต้นแบบที่มีผลการดำเนินงานดีเด่นระดับประเทศ ในการบริหารจัดการค่าใช้จ่ายด้านการตรวจทางห้องปฏิบัติการอย่างมีประสิทธิภาพ ผ่าน 3 กลไกสำคัญ ได้แก่ การตรวจอย่างสมเหตุผล ตรวจที่จำเป็นและเหมาะสม และการจัดซื้อในราคาที่เหมาะสม เพื่อให้ประชาชนได้รับการตรวจวินิจฉัยที่มีมาตรฐาน ระบบสุขภาพสามารถใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน

อ่านต่อ expand_circle_right
https://www.dmsc.moph.go.th/upload/nw/pictures/pic-202631081788165046699687395-8219.jpg
กรมวิทย์ฯ ยกระดับมาตรฐานโรงแรม 3 จังหวัดอันดามัน มอบประกาศนียบัตร 109 แห่ง ขับเคลื่อน โรงแรมสะอาด ปลอดภัย ได้มาตรฐาน ด้วย 3 C สร้างความเชื่อมั่นนักท่องเที่ยว

กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข จัดอบรมถ่ายทอดองค์ความรู้และมอบประกาศนียบัตร ตามโครงการ “โรงแรมสะอาด ปลอดภัย ได้มาตรฐาน เพื่อสนับสนุนการท่องเที่ยวของประเทศไทย” ภายใต้ 3C : Clean Bed, Clean Air, Clean Food ในพื้นที่จังหวัดภูเก็ต กระบี่ และพังงา ประจำปี พ.ศ. 2569 พร้อมมอบประกาศนียบัตร ตราสัญลักษณ์ DMSc Certified แก่โรงแรมที่ผ่านการดำเนินงานตามโครงการ จำนวน 109 แห่ง มุ่งยกระดับความปลอดภัยด้านสุขอนามัย สร้างความเชื่อมั่นแก่นักท่องเที่ยว และสนับสนุนการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ควบคู่การขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ

อ่านต่อ expand_circle_right

แผนผังเว็บไซต์