กรมวิทย์ฯ แนะแนวทางปฏิบัติการใช้งานเครื่องเอกซเรย์เคลื่อนที่แบบพกพา เพื่อความปลอดภัยด้านรังสี ในสถานการณ์ระบาดของโรคโควิด 19

โดย : กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข
6,310
29 มิถุนายน 2564


 นายแพทย์ศุภกิจ ศิริลักษณ์ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กล่าวว่า จากสถานการณ์ระบาดของโรคโควิด 19 ในประเทศไทย กระทรวงสาธารณสุขและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้จัดบริการรักษาพยาบาลนอกโรงพยาบาล เช่น จัดตั้งโรงพยาบาลภาคสนาม ทำให้ความต้องการใช้เครื่องเอกซเรย์เคลื่อนที่แบบพกพาประกอบการดำเนินการเพิ่มมากขึ้น กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ โดย สำนักรังสีและเครื่องมือแพทย์ เป็นหน่วยงานที่กำกับดูแลมาตรฐานของเครื่องเอกซเรย์ เครื่องเอกซเรย์เคลื่อนที่แบบพกพาที่นำมาใช้วินิจฉัยผู้ป่วยนั้น ต้องคำนึงถึงลำรังสีและระยะโฟกัสถึงผิวผู้ป่วย จะมีผลกับคุณภาพของภาพถ่ายทางรังสี ซึ่งเครื่องเอกซเรย์เคลื่อนที่แบบพกพาอาจจะมีข้อจำกัดที่ไม่สามารถกำหนดขอบเขตอวัยวะที่ต้องการถ่ายภาพรังสีและขนาดลำรังสีได้ นอกจากนั้นการเคลื่อนไหวจากการถ่ายภาพของเจ้าหน้าที่อาจส่งผลให้ภาพถ่ายทางรังสีไม่ชัดเจน เกิดการถ่ายภาพซ้ำ ทำให้ส่วนอื่นของร่างกายอาจได้รับรังสี หรือปริมาณรังสีที่ผู้ป่วยได้รับเกินความจำเป็น รวมถึงผู้ปฏิบัติงานและบุคคลอื่นที่อยู่ในระยะใกล้ ขณะที่ทำการฉายรังสีให้กับผู้ป่วย ก็มีความเสี่ยงที่จะเกิดอันตรายได้เช่นกัน และไม่เป็นไปตามหลักการป้องการอันตรายจากรังสี (ALARA “As low as reasonably achievable”) ที่ว่าด้วยเรื่องการได้รับปริมาณรังสีน้อยที่สุดอย่างสมเหตุสมผล กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ได้จัดทำและเผยแพร่มาตรฐานคุณภาพเครื่องเอกซเรย์วินิจฉัยทางการแพทย์ ปี พ.ศ.2562 เพื่อใช้เป็นแนวทางกำกับดูแลมาตรฐานเครื่องเอกซเรย์

นายแพทย์ศุภกิจ กล่าวเพิ่มเติมว่า การใช้เครื่องเอกซเรย์เคลื่อนที่แบบพกพา ควรดำเนินการเฉพาะสถานการณ์ฉุกเฉิน เช่น ออกพื้นที่ภาคสนาม หรือในโรงพยาบาลสนามที่เครื่องเอกซเรย์ที่มีอยู่ในสถานพยาบาลไม่สามารถนำออกไปใช้ได้ และต้องมีมาตรการด้านความปลอดภัยอย่างรัดกุม พิจารณาอย่างรอบคอบในเรื่องระยะจากหลอดเอกซเรย์ถึงผิว เพื่อความปลอดภัยของผู้ป่วย รวมทั้งเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานและบุคคลอื่นที่อยู่โดยรอบ ในการปฏิบัติการต้องมีขาตั้งตัวเครื่อง สวิตซ์ควบคุมเครื่องเอกซเรย์ระยะไกล (remote control) มีอุปกรณ์ป้องกัน การสะท้อนของรังสี ควรใช้เครื่องเอกซเรย์เคลื่อนที่แบบพกพาในห้องที่สามารถป้องกันรังสีได้ เพื่อความปลอดภัยแก่ บุคคลที่ไม่เกี่ยวข้องกับการฉายรังสี


วิธีการปฏิบัติในกรณีติดตั้งเครื่องเอกซเรย์เคลื่อนที่แบบพกพา เพื่อใช้งานในโรงพยาบาลสนาม ดังนี้

1.ต้องมีและใช้อุปกรณ์และวิธีการป้องกันอันตรายจากรังสี ตามมาตรฐานคุณภาพเครื่องเอกซเรย์วินิจฉัยทางการแพทย์ของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ปี พ.ศ.2562 กล่าวคือ ใช้เวลาในการปฏิบัติงานให้น้อยที่สุดเท่าที่จำเป็นอยู่ห่างจากแหล่งกำเนิดรังสีให้มากที่สุดเท่าที่สามารถปฏิบัติงานได้ และให้มีอุปกรณ์ป้องกันรังสี

2.ขณะปฏิบัติงานเจ้าหน้าต้องสวมเสื้อกำบังรังสี ปลอกคอกำบังรังสีหรือแผ่นกำบังอวัยวะสืบพันธุ์ โดยวัสดุกำบังรังสีอาจทำด้วยตะกั่วหรือวัสดุเทียบเท่ากับตะกั่วที่มีความหนาอย่างน้อย 0.25 มิลลิเมตร 

3.บริเวณที่ดำเนินการด้านรังสีต้องสามารถป้องกันรังสีกระเจิง โดยต้องมีผนังหรือฉากที่สามารถเพียงพอที่จะป้องกันรังสีรั่วบริเวณพื้นที่ควบคุมได้ไม่เกิน 100 ไมโครซีเวิร์ตต่อสัปดาห์ และบริเวณไม่ควบคุมต้องไม่เกิน 20 ไมโครซีเวิร์ตต่อสัปดาห์  

4.ผู้ปฏิบัติให้อยู่ห่างจากแหล่งกำเนิดรังสีไม่ต่ำกว่า 3 เมตร โดยที่เครื่องเอกซเรย์เคลื่อนที่ในภาคสนาม ต้องมีสายควบคุมการเอกซเรย์ หรือรีโมท เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ปฏิบัติอยู่ใกล้แหล่งกำเนิดรังสี 

5.ในกรณีที่จำเป็นต้องเอกซเรย์สตรีตั้งครรภ์ต้องมีการป้องกันรังสีบริเวณท้องให้ได้รับรังสีน้อยที่สุด

6.เครื่องเอกซเรย์ต้องได้รับการตรวจสอบคุณภาพเครื่องและความปลอดภัย ตามคู่มือมาตรฐานคุณภาพเครื่องเอกซเรย์วินิจฉัยทางการแพทย์ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ปี พ.ศ.2562

ข่าวประชาสัมพันธ์เกี่ยวข้อง

https://www.dmsc.moph.go.th/upload/nw/pictures/pic-202611091789092425354666245-8225.jpg
สาธารณสุขมอบรางวัล Lab Cost Efficiency Excellence Award ภายในปี 2569 ลดค่าใช้จ่ายด้านวิทยาศาสตร์การแพทย์ ได้ถึง 658 ล้านบาท พร้อมชู 10 โรงพยาบาลต้นแบบ บริหารค่าแล็บคุ้มค่า

กระทรวงสาธารณสุขมอบรางวัล Lab Cost Efficiency Excellence Award เชิดชู 10 โรงพยาบาลต้นแบบที่มีผลการดำเนินงานดีเด่นระดับประเทศ ในการบริหารจัดการค่าใช้จ่ายด้านการตรวจทางห้องปฏิบัติการอย่างมีประสิทธิภาพ ผ่าน 3 กลไกสำคัญ ได้แก่ การตรวจอย่างสมเหตุผล ตรวจที่จำเป็นและเหมาะสม และการจัดซื้อในราคาที่เหมาะสม เพื่อให้ประชาชนได้รับการตรวจวินิจฉัยที่มีมาตรฐาน ระบบสุขภาพสามารถใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน

อ่านต่อ expand_circle_right
https://www.dmsc.moph.go.th/upload/nw/pictures/pic-202631081788165046699687395-8219.jpg
กรมวิทย์ฯ ยกระดับมาตรฐานโรงแรม 3 จังหวัดอันดามัน มอบประกาศนียบัตร 109 แห่ง ขับเคลื่อน โรงแรมสะอาด ปลอดภัย ได้มาตรฐาน ด้วย 3 C สร้างความเชื่อมั่นนักท่องเที่ยว

กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข จัดอบรมถ่ายทอดองค์ความรู้และมอบประกาศนียบัตร ตามโครงการ “โรงแรมสะอาด ปลอดภัย ได้มาตรฐาน เพื่อสนับสนุนการท่องเที่ยวของประเทศไทย” ภายใต้ 3C : Clean Bed, Clean Air, Clean Food ในพื้นที่จังหวัดภูเก็ต กระบี่ และพังงา ประจำปี พ.ศ. 2569 พร้อมมอบประกาศนียบัตร ตราสัญลักษณ์ DMSc Certified แก่โรงแรมที่ผ่านการดำเนินงานตามโครงการ จำนวน 109 แห่ง มุ่งยกระดับความปลอดภัยด้านสุขอนามัย สร้างความเชื่อมั่นแก่นักท่องเที่ยว และสนับสนุนการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ควบคู่การขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ

อ่านต่อ expand_circle_right

แผนผังเว็บไซต์