กรมวิทย์ฯ ร่วมกับ กรมควบคุมโรค และสถาบันวัคซีนแห่งชาติ ประชุมปรึกษาหารือติดตามความก้าวหน้าการวิจัยพัฒนาวัคซีนป้องกันโรคโควิด 19 ของประเทศ

โดย : กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข
1,794
11 กันยายน 2563


กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ร่วมกับ กรมควบคุมโรค และสถาบันวัคซีนแห่งชาติ ประชุมปรึกษาหารือ ติดตามความก้าวหน้าการวิจัยพัฒนาวัคซีนป้องกันโรคโควิด 19 ของประเทศไทย โดยมีผู้วิจัยพัฒนาวัคซีนทั้งจากภาครัฐ มหาวิทยาลัย ภาคเอกชน ผู้เชี่ยวชาญด้านวัคซีน และผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุมทั้งหมดกว่า 200 คน

วันนี้ (11 กันยายน 2563)ที่ห้องประชุมฟินิกซ์ 2–6 อาคาร 12 ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี จ.นนทบุรี กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ร่วมกับ กรมควบคุมโรค และสถาบันวัคซีนแห่งชาติ ได้จัดการประชุมติดตามความก้าวหน้าการวิจัยพัฒนาวัคซีนป้องกันโรคโควิด 19 (COVID-19) ของประเทศไทย โดยมีผู้วิจัยพัฒนาวัคซีน จากหน่วยงานภาครัฐ มหาวิทยาลัย และภาคเอกชน ผู้เชี่ยวชาญด้านวัคซีน เช่น จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหิดล มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (BIOTEC) บริษัท ใบยา ไฟโตฟาร์ม จำกัด บริษัท ไบโอเนท-เอชีย จำกัด องค์การเภสัชกรรม สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กรมควบคุมโรค และสถาบันวัคซีนแห่งชาติ และผู้ที่เกี่ยวข้องด้านวัคซีน เข้าประชุมทั้งหมดกว่า 200 คน ร่วมปรึกษาหารือแลกเปลี่ยนข้อมูลความก้าวหน้าในการพัฒนาวัคซีนโควิด 19 ของประเทศ



นายแพทย์โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กล่าวว่า วัคซีนป้องกันโรคโควิด 19 เป็นเครื่องมือสำคัญที่มีประสิทธิภาพสูงที่จะเป็นคำตอบในการป้องกันโรคและเป็นความหวังของทุกประเทศทั่วโลก ในขณะนี้รวมถึงประเทศไทย ดังนั้นการเร่งรัดให้มีการวิจัยพัฒนาเพื่อผลิตวัคซีนใช้ในประเทศเร็วขึ้นจะก่อให้เกิดผลกระทบเชิงบวกกับเศรษฐกิจ และสังคม รวมถึงการสร้างความเชื่อมั่นของประชาชนต่อการกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างปกติ

กระทรวงสาธารณสุข โดย ท่านอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ได้เห็นถึงความสำคัญในเรื่องการวิจัยพัฒนา เพื่อผลิตวัคซีนโควิด 19 ให้เกิดขึ้นในประเทศ ซึ่งการจะผลิตวัคซีน ในภาวะเร่งด่วนจำเป็นต้องอาศัยการบูรณาการจากหลายภาคส่วน จึงได้ทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือระหว่างภาครัฐ มหาวิทยาลัย และภาคเอกชน เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2563 โดยมีจุดประสงค์เพื่อให้ประเทศไทยสามารถพึ่งพาตนเองได้ ในการวิจัยพัฒนาผลิตวัคซีนโควิด 19 ขึ้นภายในประเทศ และล่าสุดคณะรัฐมนตรี(ครม.) ได้อนุมัติการจัดสรรงบกลาง 1,000 ล้านบาท อุดหนุนให้สถาบันวัคซีนแห่งชาติ พัฒนางานด้านวัคซีนของประเทศ ให้พร้อมรับการถ่ายทอดเทคโนโลยี การผลิตวัคซีนโควิด19 และการสร้างขีดความสามารถของประเทศในการพัฒนาและผลิตวัคซีนเพื่อให้ประชาชนไทยได้รับวัคซีนโดยเร็วที่สุด

นายแพทย์โอภาส กล่าวเพิ่มเติมว่า วัตถุประสงค์ของการประชุมในวันนี้เพื่อปรึกษาหารือและติดตามความก้าวหน้า การวิจัยพัฒนาวัคซีนโควิด 19 ของประเทศ เพื่อให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้รับการสนับสนุนและสามารถดำเนินการตามแผนงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งจะเป็นช่องทางหนึ่งในการสื่อสารข้อมูลให้กับประชาชน ซึ่งมีความสนใจเกี่ยวกับวัคซีนโควิด 19

ข่าวประชาสัมพันธ์เกี่ยวข้อง

https://www.dmsc.moph.go.th/upload/nw/pictures/pic-202611091789092425354666245-8225.jpg
สาธารณสุขมอบรางวัล Lab Cost Efficiency Excellence Award ภายในปี 2569 ลดค่าใช้จ่ายด้านวิทยาศาสตร์การแพทย์ ได้ถึง 658 ล้านบาท พร้อมชู 10 โรงพยาบาลต้นแบบ บริหารค่าแล็บคุ้มค่า

กระทรวงสาธารณสุขมอบรางวัล Lab Cost Efficiency Excellence Award เชิดชู 10 โรงพยาบาลต้นแบบที่มีผลการดำเนินงานดีเด่นระดับประเทศ ในการบริหารจัดการค่าใช้จ่ายด้านการตรวจทางห้องปฏิบัติการอย่างมีประสิทธิภาพ ผ่าน 3 กลไกสำคัญ ได้แก่ การตรวจอย่างสมเหตุผล ตรวจที่จำเป็นและเหมาะสม และการจัดซื้อในราคาที่เหมาะสม เพื่อให้ประชาชนได้รับการตรวจวินิจฉัยที่มีมาตรฐาน ระบบสุขภาพสามารถใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน

อ่านต่อ expand_circle_right
https://www.dmsc.moph.go.th/upload/nw/pictures/pic-202631081788165046699687395-8219.jpg
กรมวิทย์ฯ ยกระดับมาตรฐานโรงแรม 3 จังหวัดอันดามัน มอบประกาศนียบัตร 109 แห่ง ขับเคลื่อน โรงแรมสะอาด ปลอดภัย ได้มาตรฐาน ด้วย 3 C สร้างความเชื่อมั่นนักท่องเที่ยว

กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข จัดอบรมถ่ายทอดองค์ความรู้และมอบประกาศนียบัตร ตามโครงการ “โรงแรมสะอาด ปลอดภัย ได้มาตรฐาน เพื่อสนับสนุนการท่องเที่ยวของประเทศไทย” ภายใต้ 3C : Clean Bed, Clean Air, Clean Food ในพื้นที่จังหวัดภูเก็ต กระบี่ และพังงา ประจำปี พ.ศ. 2569 พร้อมมอบประกาศนียบัตร ตราสัญลักษณ์ DMSc Certified แก่โรงแรมที่ผ่านการดำเนินงานตามโครงการ จำนวน 109 แห่ง มุ่งยกระดับความปลอดภัยด้านสุขอนามัย สร้างความเชื่อมั่นแก่นักท่องเที่ยว และสนับสนุนการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ควบคู่การขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ

อ่านต่อ expand_circle_right

แผนผังเว็บไซต์