สธ.ตรวจเยี่ยมการดำเนินงานของโครงการลดความแออัดทางห้องปฏิบัติการ ณ หน่วยบริการปฐมภูมิวัดไผ่ล้อม อำเภอเมือง จังหวัดนครปฐม

โดย : กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข
1,192
4 สิงหาคม 2563


นายแพทย์โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ พร้อมด้วย แพทย์หญิงอัมพร เบญจพลพิทักษ์ ผู้ตรวจราชการเขตสุขภาพที่ 5 แพทย์หญิงดารารัตน์ รัตนรักษ์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลนครปฐม และคณะ ได้ตรวจเยี่ยมการดำเนินงานของโครงการลดความแออัดทางห้องปฏิบัติการ ณ หน่วยบริการปฐมภูมิ วัดไผ่ล้อม อำเภอเมือง จังหวัดนครปฐม

นายแพทย์โอภาส กล่าวว่า จากสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงปัจจัยภายในและภายนอกที่ส่งผลต่อระบบสุขภาพ ทั้งในปัจจุบันและอนาคต ท่านอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข มีนโยบายที่จะเร่งรัดปรับปรุงประสิทธิภาพการปฏิบัติราชการ มุ่งผลสัมฤทธิ์ของงาน สร้างความพึงพอใจในคุณภาพการบริการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการดูแลให้ประชาชนได้รับบริการที่มีคุณภาพปลอดภัย ลดความเหลื่อมล้ำ ลดความแออัด ลดระยะเวลา การรอคอย โดยได้มอบนโยบายให้แก่ห้องปฏิบัติการเทคนิคการแพทย์ทั่วประเทศเมื่อวันที่ 13 มกราคม พ.ศ.2563 และในปีงบประมาณ 2564 กระทรวงสาธารณสุขได้รับงบประมาณในการลดความแออัดทางห้องปฏิบัติการจะดำเนินการในโรงพยาบาลนำร่องทุกเขตบริการสุขภาพ  และมีการกำกับดูแลมาตรฐานของการตรวจวิเคราะห์ และการเก็บนำส่งตัวอย่าง โดย กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ร่วมกับ องค์กรวิชาชีพเทคนิคการแพทย์ เพื่อให้ประชาชนได้รับบริการที่มีคุณภาพ ปลอดภัย ลดความแออัด ตามแนวทางการแพทย์วิถีใหม่ (New Normal of medical Service) และปลอดภัยจากโรคโควิด-19 

นายแพทย์โอภาส กล่าวต่อว่า โครงการลดความแออัดทางห้องปฏิบัติการ ณ หน่วยบริการปฐมภูมิวัดไผ่ล้อม อำเภอเมือง จังหวัดนครปฐม โดยได้ใช้พื้นที่ของวัดไผ่ล้อมเปิดให้บริการประชาชน พบว่า มีผู้ป่วยเข้ามารับบริการเจาะเลือดก่อนพบแพทย์ประมาณ 180 คนต่อวันหรือ 3,960 คนต่อเดือน พร้อมกันนั้นผู้ป่วยสามารถรับยาและชำระค่าบริการได้ ณ หน่วยบริการปฐมภูมิวัดไผ่ล้อม โดยไม่ต้องเดินทางไปโรงพยาบาล ผู้รับบริการมีความพึงพอใจในการรับบริการเจาะเลือดนอกโรงพยาบาลที่สะดวกรวดเร็ว เนื่องจากใช้เวลาน้อย เพียงสิบกว่านาที ไม่ต้องรอคิวนาน จอดรถง่าย และประทับใจการให้บริการของเจ้าหน้าที่ 


 “กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ มีภารกิจเกี่ยวกับการกำกับดูแลมาตรฐานห้องปฏิบัติการทางการแพทย์ เพื่อการสร้างเสริมสุขภาพที่ดีแก่ประชาชนและสนับสนุนการแก้ไขปัญหาสาธารณสุขของประเทศได้หาแนวทางการลดความแออัดทางห้องปฏิบัติการในโรงพยาบาล พบว่า จุดหนึ่งที่สำคัญ คือ การลดระยะเวลาในการรอคอย การเจาะเลือดและบริการทางห้องปฏิบัติการ การเจาะเลือดใกล้บ้านที่ รพ.สต. หรือสถานบริการสุขภาพ หรือคลินิกเอกชน ก่อนนัดพบแพทย์ จะสามารถลดระยะเวลาการรอคอยในโรงพยาบาลได้มากกว่า 2-5 ชั่วโมง สามารถลดความแออัดในโรงพยาบาล กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ได้จัดทำคู่มือหน่วยบริการเจาะเลือด เก็บตัวอย่างนอกโรงพยาบาล เพื่อกำกับดูแลมาตรฐาน และความปลอดภัยของผู้ป่วย ได้ร่วมกับ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) จัดทำคำของบประมาณ และมีการดำเนินการนำร่องในปีงบประมาณ 2563 โดยโรงพยาบาลนครปฐมและเครือข่ายในพื้นที่ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2563 เป็นต้นมา” นายแพทย์โอภาส กล่าว

ข่าวประชาสัมพันธ์เกี่ยวข้อง

https://www.dmsc.moph.go.th/upload/nw/pictures/pic-202611091789092425354666245-8225.jpg
สาธารณสุขมอบรางวัล Lab Cost Efficiency Excellence Award ภายในปี 2569 ลดค่าใช้จ่ายด้านวิทยาศาสตร์การแพทย์ ได้ถึง 658 ล้านบาท พร้อมชู 10 โรงพยาบาลต้นแบบ บริหารค่าแล็บคุ้มค่า

กระทรวงสาธารณสุขมอบรางวัล Lab Cost Efficiency Excellence Award เชิดชู 10 โรงพยาบาลต้นแบบที่มีผลการดำเนินงานดีเด่นระดับประเทศ ในการบริหารจัดการค่าใช้จ่ายด้านการตรวจทางห้องปฏิบัติการอย่างมีประสิทธิภาพ ผ่าน 3 กลไกสำคัญ ได้แก่ การตรวจอย่างสมเหตุผล ตรวจที่จำเป็นและเหมาะสม และการจัดซื้อในราคาที่เหมาะสม เพื่อให้ประชาชนได้รับการตรวจวินิจฉัยที่มีมาตรฐาน ระบบสุขภาพสามารถใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน

อ่านต่อ expand_circle_right
https://www.dmsc.moph.go.th/upload/nw/pictures/pic-202631081788165046699687395-8219.jpg
กรมวิทย์ฯ ยกระดับมาตรฐานโรงแรม 3 จังหวัดอันดามัน มอบประกาศนียบัตร 109 แห่ง ขับเคลื่อน โรงแรมสะอาด ปลอดภัย ได้มาตรฐาน ด้วย 3 C สร้างความเชื่อมั่นนักท่องเที่ยว

กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข จัดอบรมถ่ายทอดองค์ความรู้และมอบประกาศนียบัตร ตามโครงการ “โรงแรมสะอาด ปลอดภัย ได้มาตรฐาน เพื่อสนับสนุนการท่องเที่ยวของประเทศไทย” ภายใต้ 3C : Clean Bed, Clean Air, Clean Food ในพื้นที่จังหวัดภูเก็ต กระบี่ และพังงา ประจำปี พ.ศ. 2569 พร้อมมอบประกาศนียบัตร ตราสัญลักษณ์ DMSc Certified แก่โรงแรมที่ผ่านการดำเนินงานตามโครงการ จำนวน 109 แห่ง มุ่งยกระดับความปลอดภัยด้านสุขอนามัย สร้างความเชื่อมั่นแก่นักท่องเที่ยว และสนับสนุนการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ควบคู่การขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ

อ่านต่อ expand_circle_right

แผนผังเว็บไซต์