กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ให้บริการสอบเทียบเครื่องวัดแอลกอฮอล์ในเลือดโดยวิธีเป่าลมหายใจ เพื่อสร้างความมั่นใจในประสิทธิภาพของเครื่อง สนับสนุนการป้องกันการเกิดอุบัติเหตุจราจรทางบก และให้บริการตรวจวิเคราะห์ปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือด นำผลการวัดเป็นหลักฐานในการดำเนินคดี
นายแพทย์โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เปิดเผยว่า ในช่วงเทศกาลปีใหม่ จะมีผู้ใช้รถใช้ถนนในการเดินทางกลับภูมิลำเนา และเดินทางท่องเที่ยวเป็นจำนวนมาก การขับขี่ยานพาหนะบนท้องถนนจึงต้องมีความระมัดระวัง โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจจะมีการตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอล์ของผู้ขับขี่ยานพาหนะ เพื่อเป็นการป้องกันการเกิดอุบัติเหตุได้ทางหนึ่ง กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เป็นห้องปฏิบัติการอ้างอิงทางการแพทย์และสาธารณสุข ให้บริการตรวจวิเคราะห์ปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือด และสอบเทียบเครื่องวัดแอลกอฮอล์ในเลือดโดยวิธีเป่าลมหายใจ เพื่อสร้างความมั่นใจในผลการวัด เป็นการสนับสนุนให้เจ้าหน้าที่ตำรวจใช้ในการป้องกันการเกิดอุบัติเหตุจราจรทางบกที่เกิดจากผู้ขับขี่ยานพาหนะเมาสุรา โดยสำนักรังสีและเครื่องมือแพทย์ และศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ ให้บริการสอบเทียบเครื่องวัดแอลกอฮอล์ในเลือดโดยวิธีเป่าลมหายใจ โดยใช้วัสดุอ้างอิงรับรองและสารมาตรฐาน ซึ่งได้รับการรับรองความสามารถตามมาตรฐาน ISO/IEC 17025 หากพบว่าเครื่องมีค่าความผิดพลาดเกินเกณฑ์มาตรฐานกำหนดจะทำการปรับตั้งค่าใหม่ เพื่อให้เครื่องสามารถตรวจวัดค่าปริมาณแอลกอฮอล์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีผลการวัดที่ถูกต้องแม่นยำ และใช้เป็นหลักฐานในการดำเนินคดี ซึ่งเครื่องวัดแอลกอฮอล์ในเลือดโดยวิธีเป่าลมหายใจควรต้องผ่านการสอบเทียบ ตามรอบระยะเวลา 6 เดือน โดยที่จะมีสติกเกอร์ติดรับรองไว้ที่ตัวเครื่อง
อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กล่าวอีกว่า กรณีที่เกิดอุบัติเหตุแล้ว ในผู้ขับขี่ที่บาดเจ็บรุนแรงไม่สามารถเป่าเครื่องวัดแอลกอฮอล์ในเลือดโดยวิธีเป่าลมหายใจได้ เจ้าหน้าที่ในสถานพยาบาลจะทำการเจาะเลือด ภายใน 4 ชั่วโมง (หากเกิน 6 ชั่วโมงปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดจะลดลงต่ำกว่ากฎหมายกำหนด) และส่งตรวจวิเคราะห์ปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดไปยังสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สาธารณสุข และศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ โดยจะทำการตรวจวิเคราะห์ด้วยเครื่อง Gas Chromatography (GC/GC Headspace) ให้ผลที่เที่ยงตรงและแม่นยำ ซึ่งได้รับการรับรองความสามารถตามมาตรฐาน ISO 15189 และ ISO/IEC 17025 จะทราบผลภายใน 7-10 วันทำการ ทั้งนี้กฎกระทรวงฉบับที่ 21 พ.ศ.2560 ออกตามความใน พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 กำหนดไว้ว่าหากพบว่าผลการตรวจวัดแอลกอฮอล์จากลมหายใจ หรือปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดของผู้ขับขี่ มีค่าเกิน 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ หรือผู้ขับขี่ที่มีอายุไม่ถึง 20 ปี ผู้ขับขี่ที่ไม่มีใบอนุญาตขับรถ หรือผู้ขับขี่ซึ่งได้รับใบอนุญาตขับรถแบบชั่วคราว ถ้ามีปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดเกินกว่า 20 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ให้ถือว่าเมาสุราเช่นกัน
“การสอบเทียบเครื่องวัดแอลกอฮอล์ในเลือดนั้นมีความสำคัญเป็นอย่างมาก เพราะผลการวัดนั้นมีผลต่อการดำเนินคดีกรณีผู้เมาแล้วขับ จึงต้องมีความแม่นยำเชื่อถือได้ ซึ่งในแต่ละรอบระยะเวลาเจ้าหน้าที่ตำรวจจะต้องนำเครื่องวัดมาตรวจสอบอย่างสม่ำเสมอในทุก 6 เดือน เพื่อเป็นการสร้างความมั่นใจให้กับผู้ใช้รถใช้ถนน และยังช่วยเป็นการป้องกันอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นบนท้องถนนต่อไปได้” อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์กล่าว