กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เผยปี 67 ตรวจถุงยางอนามัยก่อนและหลังจำหน่าย พบเข้ามาตรฐาน 100% พร้อมแนะวิธีเลือกซื้อถุงยางอนามัย สารหล่อลื่น และการเข้าชมพิพิธภัณฑ์ถุงยางอนามัย

โดย : ฝ่ายประชาสัมพันธ์
1,766
14 กุมภาพันธ์ 2568

                       นายแพทย์ยงยศ ธรรมวุฒิ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กล่าวว่า ถุงยางอนามัย จัดเป็นเครื่องมือแพทย์ต้องมีใบอนุญาตหรือใบรับแจ้งรายละเอียดในการผลิตหรือนำเข้า ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข พ.ศ. 2556 โดยถุงยางอนามัยที่ทำจากน้ำยางธรรมชาติต้องมีมาตรฐานและข้อกำหนดตาม มอก. 625-2559, ISO 4074:2015 และถุงยางอนามัยที่ทำจากน้ำยางสังเคราะห์ต้องมีมาตรฐานและข้อกำหนดตาม ISO 23409:2011 ซึ่งต้องมีการตรวจสอบคุณภาพทุกรุ่นก่อนวางจำหน่ายในท้องตลาด และหากเป็นถุงยางอนามัยที่มีกรรมวิธีการผลิตใหม่ ต้องมีการทดสอบคุณภาพ โดยห้องปฏิบัติการของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ หากพบว่าถุงยางอนามัยรุ่นใดไม่เข้ามาตรฐาน ผู้ผลิตและผู้นำเข้าจะไม่สามารถวางจำหน่ายได้

                       ปัจจุบันถุงยางอนามัยมีความหลากหลายมากขึ้น เช่น มีความบาง มีหลายสี หลายกลิ่น และหลายพื้นผิว เพื่อตอบสนอง  ความต้องการและความพึงพอใจของผู้ใช้ ซึ่งถุงยางอนามัยสามารถป้องกันการตั้งครรภ์โดยไม่พร้อม และสามารถป้องกันการติดเชื้อเอชไอวี และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ได้ เช่น โรคซิฟิลิส โรคหนองใน โรคหนองในเทียม โรคแผลริมอ่อน โรคกามโรคของต่อมและท่อน้ำเหลือง และโรคเริม เป็นต้น

   

                       กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ โดย สำนักรังสีและเครื่องมือแพทย์ เป็นหน่วยงานมีหน้าที่รับผิดชอบเป็นห้องปฏิบัติการอ้างอิงด้านรังสีและเครื่องมือแพทย์ของประเทศ โดยในปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 ได้ดำเนินการตรวจวิเคราะห์ถุงยางอนามัยทางห้องปฏิบัติการตามมาตรฐาน มอก.625-2559, ISO 4074:2015 และ ISO 23409:2011 จำนวนทั้งสิ้น 71 ตัวอย่าง จำแนกเป็นตัวอย่างก่อนได้รับอนุญาต เพื่อขึ้นทะเบียน จำนวน 46 ตัวอย่าง พบเข้ามาตรฐานทั้งหมด (ร้อยละ 100) และตัวอย่างหลังจำหน่าย จำนวน 25 ตัวอย่าง พบเข้ามาตรฐานทั้งหมด (ร้อยละ 100) อย่างไรก็ตาม เพื่อให้ถุงยางอนามัยมีคุณภาพมาตรฐาน ผู้ผลิตควรเข้าร่วมการตรวจประเมินตามข้อกำหนด GMP รวมถึงขอการรับรองมาตรฐาน ISO/IEC 17025:2017 

                       นายแพทย์ยงยศ กล่าวต่ออีกว่า สำหรับร้านค้าและผู้บริโภคควรใส่ใจในการเก็บรักษาถุงยางอนามัยอย่างเหมาะสมเพื่อไม่ให้เสื่อมสภาพก่อนวันหมดอายุ โดยเก็บถุงยางอนามัยไว้ในที่แห้ง ไม่ให้ถูกแสงแดดหรือแสงฟลูออเรสเซนต์ ไม่ควรเก็บไว้ในกระเป๋าสตางค์ หรือกระเป๋ากางเกงด้านหลัง เพราะจะทำให้ฉีกขาดได้ง่าย ซึ่งเกิดจากการนั่งทับ เลือกซื้อถุงยางอนามัยที่มีเลขใบอนุญาตเครื่องมือแพทย์ ซึ่งรับรองจาก อย. ควรเลือกให้ขนาดพอดี ไม่หลวม หรือคับแน่นจนเกินไป เพราะจะทำให้ฉีกขาดง่าย หรือหลุดระหว่างมีเพศสัมพันธ์ ไม่ควรซื้อถุงยางอนามัยมาเก็บไว้นานๆ อาจทำให้เสื่อมสภาพได้ และสังเกตดูวันหมดอายุก่อนซื้อ 

                       นอกจากนี้ การเลือกใช้สารหล่อลื่นก็มีผลต่อคุณภาพของถุงยางอนามัยเช่นกัน โดยทั่วไปกระบวนการผลิตถุงยางอนามัย จะมีการเติมสารหล่อลื่นอยู่แล้ว คือ ซิลิโคน ออยล์ หากต้องการใช้สารหล่อลื่นเพิ่มเติมควรเลือกใช้ เช่น เค-วาย เจลลี่, คิว-ซี เจลลี่, ดูราเจลหรือกลีเซอรีน ซึ่งเป็นสารหล่อลื่นที่ละลายน้ำ ไม่ทำลายคุณภาพของเนื้อยาง และการเติมปริมาณสารหล่อลื่นในถุงยางอนามัยจะขึ้นอยู่กับผู้ผลิตเป็นผู้กำหนด ส่วนมาตรฐานขององค์การอนามัยโลก (WHO) กำหนดให้มีปริมาณสารหล่อลื่นในถุงยางอนามัยอยู่ในช่วง 400-600 มิลลิกรัม ดังนั้น ไม่ควรใช้สารหล่อลื่นที่มีส่วนผสมของน้ำมันพืชหรือน้ำมันแร่ เช่น เบบี้ออยล์, น้ำมันทาผิว,ปิโตรเลียม เจลลี, น้ำมันปรุงอาหาร และน้ำมันชนิดอื่นๆ เนื่องจากจะทำให้ถุงยางอนามัยเสื่อมสภาพและแตกขาดได้ 

                       นายแพทย์ยงยศ ฝากทิ้งท้ายว่า กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ มีพิพิธภัณฑ์ถุงยางอนามัย ซึ่งจัดตั้งเพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้นอกตำรา สร้างความสำคัญด้านการป้องกันตั้งครรภ์และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ และมีการจัดแสดงถุงยางอนามัยในยุคแรกของประเทศไทย ยี่ห้อและแบบต่างๆ ทั้งที่จำหน่ายในประเทศและนำเข้าจากต่างประเทศ โดยจะเปิดให้นักเรียน นักศึกษา หรือผู้สนใจ เข้าชมฟรี สามารถติดต่อสอบถามรายละเอียดได้ที่ สำนักรังสีและเครื่องมือแพทย์ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ โทรศัพท์ 0 2951 0000 ต่อ 99954, 99955 เปิดเข้าชมวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 09.00-16.00 น. ยกเว้นวันหยุดราชการ และวันนักขัตฤกษ์

 

ข่าวประชาสัมพันธ์เกี่ยวข้อง

https://www.dmsc.moph.go.th/upload/nw/pictures/pic-202619061781836402244199274-7961.jpg
กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ผุดแอป “คัดแยกเห็ดไทย” สกัดป่วย-ตายจากเห็ดพิษ หลังพบผู้ป่วยทะลุ 1.2 หมื่นราย

ดร.นพ.สราวุฒิ บุญสุข อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เปิดเผยว่าในแต่ละปีประเทศไทยจะมีผู้ป่วยและผู้เสียชีวิตจากการบริโภคเห็ดพิษอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ข้อมูลจากกรมควบคุมโรค ตั้งแต่ปี 2565 – 2569 พบผู้ป่วยจากการบริโภคเห็ดพิษ จำนวน 12,000 กว่าราย โดยพบผู้ป่วยเพิ่มสูงขึ้นทุกปี โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ สาเหตุสำคัญเกิดจากการจำแนกเห็ดผิดชนิด ดังนั้นกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข จึงร่วมกับมหาวิทยาลัยมหาสารคาม พัฒนาแอปพลิเคชัน คัดแยกเห็ดขึ้น ภายใต้ชื่อ “คัดแยกเห็ดไทย” ซึ่งสามารถใช้งานได้ทั้งระบบปฏิบัติการ iOS และ Android เพื่อช่วยประชาชนคัดกรองและจำแนกชนิดเห็ดพิษและเห็ดรับประทานได้ในเบื้องต้น

อ่านต่อ expand_circle_right
https://www.dmsc.moph.go.th/upload/nw/pictures/pic-202610061781088676226382230-7917.jpg
กรมวิทย์ฯ เปิดเวที GLLP Asia-Pacific 2026 เสริมศักยภาพผู้นำห้องปฏิบัติการนานาชาติ สร้างความมั่นคงสุขภาพโลก รับมือโรคอุบัติใหม่ ภายใต้แนวคิด One Health

กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ร่วมกับ กรมปศุสัตว์ ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งสหรัฐอเมริกา (U.S. CDC) องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) และภาคีเครือข่ายนานาชาติ จัด "โครงการพัฒนาภาวะผู้นำห้องปฏิบัติการระดับโลก (Global Laboratory Leadership Program: GLLP) ภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก รุ่นที่ 2 ประจำปี 2569" มุ่งพัฒนาศักยภาพผู้นำห้องปฏิบัติการด้านสาธารณสุข ภายใต้แนวคิด “One Health” เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางสุขภาพของประเทศและภูมิภาค พร้อมรับมือโรคอุบัติใหม่และภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขในอนาคต

อ่านต่อ expand_circle_right
https://www.dmsc.moph.go.th/upload/nw/pictures/pic-883250146.jpg
กรมวิทย์ฯ ย้ำความพร้อมตรวจอีโบลา เดินหน้าฟื้นฟูห้องปฏิบัติการ DRA เสริมศักยภาพ โรงพยาบาลทั่วประเทศ

ดร.นพ.สราวุฒิ บุญสุข อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เป็นประธานเปิดการประชุม “พัฒนาศักยภาพห้องปฏิบัติการของประเทศ National LAB Network (NLN) : โรคติดเชื้อไวรัสอีโบลา : LAB ตรวจวินิจฉัย และ DRA” โดยมี นพ.พิเชฐ บัญญัติ พร้อมด้วย ดร.นพ.สุรเดชช ชวะเดช รองอธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ดร.พิไลลักษณ์ อัคคไพบูลย์ โอกาดะ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สาธารณสุข บุคลากรทางการแพทย์ เจ้าหน้าที่ห้องปฏิบัติการจากโรงพยาบาลภาครัฐและภาคเอกชน ร่วมประชุมออนไลน์กว่า 800 คน

อ่านต่อ expand_circle_right

แผนผังเว็บไซต์