กรมวิทย์ฯพัฒนา“การตรวจความแรงวัคซีนป้องกันวัณโรค ด้วยวิธีทางเลือกใหม่ที่เร็วกว่า ถูกกว่า แม่นยำกว่า” พร้อมจัดอบรมผ่านช่องทางออนไลน์

โดย : กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข
1,724
30 ตุลาคม 2563

กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ พัฒนา“การตรวจความแรงวัคซีนป้องกันวัณโรค ด้วยวิธีทางเลือกใหม่ที่เร็วกว่า
ถูกกว่า แม่นยำกว่า” พร้อมจัดอบรมให้สมาชิกเครือข่าย WHO ผ่านช่องทางออนไลน์


กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข พัฒนานวัตกรรมการตรวจวิเคราะห์ความแรงของวัคซีนป้องกันวัณโรคหรือที่เรียกกันว่า “วัคซีนบีซีจี” ด้วยวิธีทางเลือกใหม่ที่เร็วกว่า ถูกกว่า แม่นยำกว่า โดยการตรวจวัดปริมาณพลังงาน ATP ในเซลล์ (intracellular ATP assay) ของเชื้อแบคทีเรียที่มีชีวิตในวัคซีนบีซีจี ลดขั้นตอนในการทดสอบเหลือเพียง 2 วัน พร้อมเป็นเจ้าภาพจัดอบรมให้กับห้องปฏิบัติการควบคุมคุณภาพภาครัฐด้านวัคซีนของประเทศสมาชิกเครือข่ายองค์การอนามัยโลก จำนวน 8 ประเทศ ประกอบด้วย บราซิล แอฟริกาใต้ แคนาดา ตูนีเซีย บัลแกเรีย เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น และอินโดนีเซีย ในวันที่ 9 และ 16 พฤศจิกายน 2563 ผ่านช่องทางออนไลน์ระบบ Zoom

 นายแพทย์ศุภกิจ ศิริลักษณ์ รักษาราชการแทนอธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เปิดเผยว่า กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ โดย สถาบันชีววัตถุ ซึ่งเป็นห้องปฏิบัติการควบคุมคุณภาพวัคซีนและชีววัตถุของประเทศ ได้มีการพัฒนานวัตกรรมการตรวจวิเคราะห์ความแรงของวัคซีนป้องกันวัณโรคหรือที่เรียกกันว่า “วัคซีนบีซีจี” ด้วยวิธีทางเลือกใหม่ คือ การตรวจวัดปริมาณพลังงาน ATP ในเซลล์ (intracellular ATP assay)  ของเชื้อแบคทีเรียที่มีชีวิตในวัคซีนบีซีจี ซึ่งวิธีนี้ได้ผ่านการตรวจสอบความถูกต้อง ความเหมาะสมของวิธีตามระบบคุณภาพ ปัจจุบันสถาบันชีววัตถุ ได้นำมาใช้ในการวิเคราะห์ความแรงของวัคซีนบีซีจีแทนวิธีดั้งเดิมที่ใช้การนับจำนวนโคโลนีเชื้อ (culturable particle test)  ที่ต้องใช้เวลาในการเพาะเลี้ยงเชื้อให้เจริญในอาหารเลี้ยงเชื้อที่จำเพาะ นาน 1 เดือน มีความยุ่งยากในการทดสอบ ในขณะที่วิธีใหม่มีความสะดวกในขั้นตอนการทดสอบใช้เวลาสั้นเพียง 2 วัน และมีความถูกต้องแม่นยำสูงกว่า ซึ่งวิธีใหม่นี้ทางสถาบันชีววัตถุได้นำเสนอในการประชุมเครือข่ายห้องปฏิบัติการควบคุมคุณภาพชีววัตถุภาครัฐขององค์การอนามัยโลกที่ประเทศอิตาลี เมื่อปี พ.ศ.2561 ทำให้หลายประเทศสนใจที่จะใช้วิธีทางเลือกใหม่ในการทดสอบความแรงของวัคซีนบีซีจี 

นายแพทย์ศุภกิจ กล่าวต่ออีกว่า ทางองค์การอนามัยโลก (WHO) ได้ประสานมายังสถาบันชีววัตถุให้ดำเนินการจัดการฝึกอบรมการตรวจวิเคราะห์ความแรงของวัคซีนบีซีจี ด้วยวิธีทางเลือกใหม่ intracellular ATP ให้กับห้องปฏิบัติการควบคุมคุณภาพภาครัฐด้านวัคซีนของประเทศสมาชิกเครือข่าย จำนวน 8 ประเทศ ประกอบด้วย บราซิล แคนาดา ตูนีเซีย บัลแกเรีย แอฟริกาใต้ เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น และอินโดนีเซีย แต่เนื่องจากเกิดการระบาดของโรคโควิด 19 ทำให้ไม่สามารถจัดการอบรมในสถานที่ได้ ทางองค์การอนามัยโลกจึงให้สถาบันชีวัตถุจัดทำสื่อการอบรมผ่านช่องทางออนไลน์ในรูปวีดีโอ แสดงขั้นตอนวิธีการทดสอบโดยละเอียด พร้อมบรรยายวิธีการทดสอบความถูกต้องของวิธี (method validation) ประกอบการนำเสนอ   ด้วยวาจา โดยกำหนดวันฝึกอบรบในวันที่ 9 และวันที่ 16 พฤศจิกายน 2563 ผ่านช่องทางออนไลน์ระบบ Zoom 



 “การอบรมครั้งนี้ถือเป็นโอกาสในการสร้างความน่าเชื่อถือและการยอมรับในระดับสากลให้กับห้องปฏิบัติการควบคุมคุณภาพวัคซีนและยาชีววัตถุของประเทศไทย ซึ่งจะส่งผลต่อการยอมรับวัคซีนที่ผลิตในประเทศ เพื่อการส่งออกในอนาคตต่อไป” นายแพทย์ศุภกิจ กล่าว

ข่าวประชาสัมพันธ์เกี่ยวข้อง

https://www.dmsc.moph.go.th/upload/nw/pictures/pic-202611091789092425354666245-8225.jpg
สาธารณสุขมอบรางวัล Lab Cost Efficiency Excellence Award ภายในปี 2569 ลดค่าใช้จ่ายด้านวิทยาศาสตร์การแพทย์ ได้ถึง 658 ล้านบาท พร้อมชู 10 โรงพยาบาลต้นแบบ บริหารค่าแล็บคุ้มค่า

กระทรวงสาธารณสุขมอบรางวัล Lab Cost Efficiency Excellence Award เชิดชู 10 โรงพยาบาลต้นแบบที่มีผลการดำเนินงานดีเด่นระดับประเทศ ในการบริหารจัดการค่าใช้จ่ายด้านการตรวจทางห้องปฏิบัติการอย่างมีประสิทธิภาพ ผ่าน 3 กลไกสำคัญ ได้แก่ การตรวจอย่างสมเหตุผล ตรวจที่จำเป็นและเหมาะสม และการจัดซื้อในราคาที่เหมาะสม เพื่อให้ประชาชนได้รับการตรวจวินิจฉัยที่มีมาตรฐาน ระบบสุขภาพสามารถใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน

อ่านต่อ expand_circle_right
https://www.dmsc.moph.go.th/upload/nw/pictures/pic-202631081788165046699687395-8219.jpg
กรมวิทย์ฯ ยกระดับมาตรฐานโรงแรม 3 จังหวัดอันดามัน มอบประกาศนียบัตร 109 แห่ง ขับเคลื่อน โรงแรมสะอาด ปลอดภัย ได้มาตรฐาน ด้วย 3 C สร้างความเชื่อมั่นนักท่องเที่ยว

กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข จัดอบรมถ่ายทอดองค์ความรู้และมอบประกาศนียบัตร ตามโครงการ “โรงแรมสะอาด ปลอดภัย ได้มาตรฐาน เพื่อสนับสนุนการท่องเที่ยวของประเทศไทย” ภายใต้ 3C : Clean Bed, Clean Air, Clean Food ในพื้นที่จังหวัดภูเก็ต กระบี่ และพังงา ประจำปี พ.ศ. 2569 พร้อมมอบประกาศนียบัตร ตราสัญลักษณ์ DMSc Certified แก่โรงแรมที่ผ่านการดำเนินงานตามโครงการ จำนวน 109 แห่ง มุ่งยกระดับความปลอดภัยด้านสุขอนามัย สร้างความเชื่อมั่นแก่นักท่องเที่ยว และสนับสนุนการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ควบคู่การขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ

อ่านต่อ expand_circle_right

แผนผังเว็บไซต์