ประเทศไทยมีปริมาณขยะสูงขึ้นต่อเนื่องทุกปี จากรายงานสถานการณ์ขยะมูลฝอยชุมชนของประเทศไทย ปี 2559 พบว่ามีปริมาณการเกิดขยะรวมกันทั้งประเทศ 27.06 ล้านตันต่อปี ประมาณ 74,130 ตันต่อวัน เฉลี่ยเป็นปริมาณขยะ 1.14 กิโลกรัมต่อคนต่อวัน ปริมาณขยะกว่าครึ่งยังถูกกำจัดอย่างไม่ถูกวิธี ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศ และสภาพอากาศ
กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์กำหนดนโยบายการลดและคัดแยกขยะมูลฝอยในหน่วยงาน เพื่อให้เจ้าหน้าที่ของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ช่วยกันรักษาสิ่งแวดล้อม เปลี่ยนแนวคิด พฤติกรรมการบริโภคและการผลิตขยะ การทิ้งขยะ โดยกลุ่มงานคุ้มครองจริยธรรม ร่วมกับ สำนักงานเลขานุการกรม ได้จัดโครงการตามรอยศาสตร์พระราชาโครงการพระราชดำริการบริหารจัดการขยะ และกิจกรรมเพื่อสาธารณประโยชน์ เพื่อศึกษาดูงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 ที่ทรงงานเพื่อประชาชนชาวไทยในการบริการจัดการขยะให้สามารถนำกลับมาใช้ประโยชน์ต่อได้ อีกทั้งส่งเสริมคุณธรรม “จิตอาสา” แก่เจ้าหน้าที่กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ให้มีกิจกรรมเพื่อสาธารณประโยชน์ร่วมกัน และเรียนรู้การบริหารจัดการขยะ ลดการผลิตขยะ และเห็นประโยชน์หรือคุณค่าของขยะไปพร้อมกัน
นพ.พิเชฐ บัญญัติ รองอธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ และหัวหน้ากลุ่มงานคุ้มครองจริยธรรม กล่าวระหว่างเป็นประธานในพิธีเปิดว่า การศึกษาดูงานในครั้งนี้ถือเป็นส่วนหนึ่งของโครงการทำความดีด้วยหัวใจ ลดภัยสิ่งแวดล้อมที่รัฐบาลส่งเสริมสนับสนุนการลดและคัดแยกขยะในหน่วยงาน ปัญหาขยะเป็นปัญหาระดับชาติและของโลก ผู้ที่จะทำเรื่องเหล่านี้ได้ต้องมีจิตสาธารณะ จิตสาธารณะจะเกิดได้ก็เมื่อเรามีจิตอาสา กิจกรรมที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงริเริ่มทำขึ้นเพื่อแก้ปัญหาชายฝั่งทะเล หวังว่าเมื่อเราได้เรียนรู้หลักการ เทคนิคการลดละคัดแยกแยะและกำจัดแล้ว จะนำความรู้ที่ได้รับไปปรับใช้กับกรมฯ เพราะกลุ่มที่มาในครั้งนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่จะนำความรู้ที่ได้รับไปถ่ายทอดและสร้างจิตสำนึกให้กับบุคลากรภายในกรมต่อไป
นายกรธนกฤต มะลิแย้ม วิทยากร เล่าว่า เดิมทีจังหวัดเพชรบุรีมีปัญหาเรื่องน้ำเน่าเสียขั้นวิกฤติ โดยเฉพาะแม่น้ำเพชรบุรี ส่งผลต่อความเป็นอยู่ของชุมชนและภาพลักษณ์ของจังหวัด สิ่งแรกที่พระองค์ทรงดำเนินการคือการคัดเลือกพื้นที่ เดิมเป็นเพียงบ่อนากุ้งและป่าเสื่อมโทรม ซึ่งพระองค์ทรงเคยเสด็จโดยเฮลิคอปเตอร์และทอดพระเนตรลงมาเห็นสภาพป่า พระองค์จึงเลือกพื้นที่ป่าเสื่อมโทรมมาเป็นโครงการพระราชดำริเพื่อฟื้นฟูป่าชายเลน พระองค์ทรงใช้เทคโนโลยีตามแนวพระราชดำริการนำปัญหาน้ำเสีย ป่าชายเลน และขยะมาประยุกต์ใช้เข้าด้วยกัน เช่น การบำบัดน้ำเสีย รวบรวมน้ำเสียจากเทศบาลเมืองเพชรบุรีส่งผ่านท่อลำเลียงระยะทางประมาณ 18.5 กิโลเมตร เข้าสู่ระบบบำบัดน้ำเสียของโครงการฯ โดยใช้กระบวนการทางธรรมชาติบำบัดน้ำเสียประกอบด้วย 4 ระบบ คือ 1.ระบบบ่อบำบัดน้ำเสีย (lagoon treatment) ระบบนี้อาศัยกลไกให้สาหร่ายสังเคราะห์แสงเพื่อให้ออกซิเจนแก่จุลินทรีย์สำหรับการหายใจและย่อยสลายของเสีย โดยมีลมพัดช่วยเติมอากาศและแสงแดดเป็นตัวช่วยฆ่าเชื้อโรคอีกทางหนึ่ง ระบบนี้เหมาะสำหรับเมืองในเขตร้อนเช่นประเทศไทย 2.ระบบพืชและหญ้ากรองน้ำเสีย (plant and grass filtration) อาศัยหลักการใช้ดินเป็นตัวกรองของเสียและจุลินทรีย์ ในดินทำหน้าที่เป็นตัวย่อยของเสีย ของเสียที่ย่อยแล้วพืชจะเป็นตัวดูดเอาไปใช้ในการเติบโต ทำให้ของเสียเปลี่ยนเป็นมวลชีวภาพ น้ำเสียที่ผ่านระบบจะมีคุณภาพดีและสามารถระบายสู่แหล่งน้ำธรรมชาติได้
3.ระบบพื้นที่ชุ่มน้ำเทียม (constructed wetland) พืชน้ำโดยทั่วไปปรับตัวอยู่ในสภาพน้ำขังได้โดยการดึงเอาออกซิเจนจากอากาศ ส่งผ่านระบบเนื้อเยื่อในส่วนลำต้นลงสู่ระบบลำต้นใต้ดินและราก ซึ่งอากาศในส่วนนี้จะปลดปล่อยออกไปสู่บริเวณรอบรากพืชทำให้จุลินทรีย์ในดินสามารถย่อยของเสียที่ถูกดินกรองได้แล้วเปลี่ยนไปเป็นสารที่พืชรวมถึงสิ่งมีชีวิตอื่นๆ สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ และ 4.ระบบแปลงพืชป่าชายเลน (mangrove forest filtration) พืชป่าชายเลน เป็นพืชที่มีคุณสมบัติคล้ายพืชน้ำ ดำรงชีพอยู่ในสภาวะน้ำท่วมขังได้ โดยมีการปรับตัวทางสรีระ เพื่อดึงออกซิเจนจากบรรยากาศ ส่งผ่านระบบลำต้นสู่ราก และยังมีรากอากาศที่สามารถดึงอากาศได้ ออกซิเจนที่พืชขนส่งไปที่ระบบราก ส่วนหนึ่งจะปลดปล่อยสู่บริเวณรอบๆ ราก และจุลินทรีย์ในดินสามารถนำไปใช้ในการย่อยสลายของเสียได้
นายกรธนกฤต ยังเล่าถึงเทคโนโลยีการกำจัดขยะว่า เทศบาลเมืองเพชรบุรีในฐานะที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวจะพบปัญหาขยะอินทรีย์ที่มีอยู่เป็นจำนวนมาก โดยใช้วิธีการสร้างบล็อกคอนกรีตขนาดกว้าง 2 เมตร ยาว 3 เมตร สูง 1.5 เมตร และนำขยะอินทรีย์เศษอาหารต่างๆ ใส่ลงไปในบล็อก และใช้ดินฝังกลบ 7 วันรดน้ำครั้ง ภายในเวลา 30 วันจะได้ปุ๋ยมาใช้งาน ดังนั้นเมื่อดำเนินตามแนวทางเทคโนโลยีพระราชดำริของพระองค์ท่านแล้ว ทำให้สิ่งที่โครงการได้กลับคืนมาคือ ประหยัด เกิดขึ้นจากการที่ใช้ธรรมชาติมาเป็นตัวบำบัด ประยุกต์ เพราะธรรมชาติมีอยู่ทุกที่ สามารถประยุกต์ใช้ได้ และประโยชน์ ได้ป่าชายเลนกลับคืนมา ปัจจุบันมีการหาสัตว์น้ำเพื่อนำมาบริโภคได้ถึง 200 ชนิด เช่น หอยตลับ ชาวบ้านสามารถหาหอยตลับได้ถึงวันละ 3,000 กิโลกรัมต่อวัน รายได้เฉลี่ย 500-700 บาทต่อคน หรือปูทะเลขนาดใหญ่ เป็นต้น
เมื่อถึงเวลาของการทำกิจกรรมเก็บขยะ บริเวณป่าชายเลน ทุกคนต่างแยกย้ายหยิบอุปกรณ์ที่ตนถนัดคนละชิ้นและใช้ความร่วมแรงร่วมใจกันในการเก็บขยะที่พัดพามาจากทะเลลงใส่ถุงกันคนละชิ้นสองชิ้น โดย นางสาวพรรณเกษม แผ่พร หรือพี่ป้อม สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สาธารณสุข บอกว่า รู้สึกดีที่ได้มาเรียนรู้ถึงโครงการพระราชดำริที่ใช้เทคโนโลยีการบำบัดน้ำเสีย ที่ใช้วิธีธรรมชาติมารักษา ซึ่งตอนแรกก็ไม่เข้าใจว่าขยะมาจากที่ไหน และได้ความคิดว่าหลักๆ แล้วก็มาจากทะเล จากนี้ไปก็จะพยายามนำเรื่องการคัดแยกขยะที่เริ่มจากตัวเราเองไปปรับใช้กับกรมฯ ก่อน
ขณะที่ นางณัฐธนัญ ภิญโญสุขี สถาบันชีววิทยาศาสตร์ทางการแพทย์ บอกว่า เป็นครั้งแรกที่ได้มาที่แหลมผักเบี้ย ซึ่งได้รับความรู้เป็นอย่างมากเกินความคาดหวัง ตอนแรกเข้าใจว่าโครงการในพระราชดำริเป็นการปรับปรุงพื้นที่ที่มีอยู่ให้ดีขึ้น แต่เมื่อได้ศึกษาเรียนรู้แล้วทำให้เราซาบซึ้งในพระจริยวัตรและความทุ่มเทที่พระองค์ทำให้กับประเทศไทยของเรา และคาดว่าหลังจากนี้จะนำความรู้ไปปรับใช้ที่กรมฯ คือการคัดแยกขยะหลายประเภท อย่างแรกขยะอินทรีย์ที่ถือว่าเป็นขยะที่สามารถก่อให้เกิดประโยชน์ในเชิงระบบนิเวศน์ ทำเป็นปุ๋ย อาหารสัตว์ ส่วนเรื่องระบบน้ำเข้าใจว่ากรมฯ มีการบริหารจัดการส่วนหนึ่งที่ดีอยู่แล้ว แต่หากเพิ่มเติมเรื่องการทำให้เกิดกระบวนการไหลเวียนของน้ำ เช่น การใช้ต้นไม้ช่วยดูดซับสารพิษ การกรองน้ำก่อนทิ้งและนำไปรดน้ำต้นไม้ต่อไป
ช่วงบ่ายก่อนเดินทางกลับ มีการแบ่งกลุ่มถอดบทเรียนที่ได้จากกิจกรรมในวันนี้และได้ข้อสรุปร่วมกันว่า หลังจากนี้จะนำความรู้ที่ได้ไปปรับใช้กับกรมฯ สิ่งที่เห็นได้ชัดคือ การคัดแยกขยะแต่ละประเภท การนำเศษอาหาร มาทำปุ๋ยหมักในลักษณะบ่อซีเมนต์ที่สามารถนำไปใช้กับต้นไม้และสวนสมุนไพรของกรม ฯ หรือการใช้ประโยชน์จากน้ำเสียที่บำบัดแล้ว เช่น การเลี้ยงปลาและรดน้ำต้นไม้ เป็นต้น