ข่าววิชาการ

ลำดับที่ เรื่อง วันที่ลงประกาศ
3 คลอโรฟิลล์ กุมภาพันธ์ 2550

ภก.บรรจง กิติรัตน์ตระการ

กระแสคลอโรฟิลล์ฟีเวอร์กำลังมาแรง ไปไหนก็เห็นคนดื่ม บริษัทผู้ผลิต ให้ข้อมูลว่า สารคลอโรฟิลล์จากอัลฟัลฟา ช่วยในการขับล้างพิษ ต่อต้าน อนุมูลอิสระ ทำให้ผิวพรรณสดใส และป้องกันไม่ให้อ่อนเพลีย ดังนั้นเรามาทำความรูจักกับสารคลอโรฟิลล์

คลอโรฟิลล์ เป็นกลุ่มของรงควัตถุที่มีสีเขียวที่พบในพืชทั่วไป มีหน้าที่จับพลังงานแสง (primary light-accepting pigments) เพื่อใช้ในกระบวนการสังเคราะห์แสงซึ่งเกิดขึ้นใน chloroplasts คลอโรฟิลล์ แบ่งออกเป็น 4 ชนิด คือ

  1. คลอโรฟิลล์ a มีสีเขียวแกมน้ำเงิน พบในพืชชั้นสูงทุกชนิดที่สังเคราะห์แสงได้

  2. คลอโรฟิลล์ b มีสีเขียวแกมเหลือง พบในพืชชั้นสูง ทุกชนิดและสาหร่ายสีเขียว (green algae)

  3. คลอโรฟิลล์ c พบในสาหร่ายสีน้ำตาล (brown algae) และสาหร่ายสีทอง (golend algae) แต่ไม่พบในพืชชั้นสูง

  4. คลอโรฟิลล์ d พบในสาหร่ายสีแดง (red algae) แต่ไม่พบในพืชชั้นสูงโดยทั่วไปจะพบทั้ง คลอโรฟิลล์ a และ คลอโรฟิลล์ b อยู่ด้วยกันในพืชชั้นสูง และมีสัดส่วนประมาณ 2.5-3.5 ต่อ 1

ภาพที่ 1 โมเลกุลของ คลอโรฟิลล์ (Chlorophyll )

โมเลกุลของ คลอโรฟิลล์ ประกอบด้วยส่วนหัวของ porphyrin ring ซึ่งมี Mg อยู่ตรงกลาง และ ส่วนหางซึ่งเป็น long chain hydrocarbon เรียกว่า phytol ส่วน คลอโรฟิลล์ b แตกต่างจาก คลอโรฟิลล์ a ที่ aldehyde group (-CHO) ซึ่งจะแทนที่ methyl group (CH3) ที่ตำแหน่งที่ 3 เท่านั้น (ภาพที่ 1) คลอโรฟิลล์ มีคุณสมบัติไม่ชอบน้ำ (hydrophobic) จึงไม่ละลายในน้ำ คลอโรฟิลล์เป็นสารประกอบอินทรีย์ชนิดหนึ่ง ไม่ละลายในน้ำ แต่ละลายในตัวทำละลายที่เป็นสารอินทรีย์ คลอโรฟีลล์เป็นสารสีเขียวที่พบในพืชทั่วไป ปริมาณคลอโรฟิลล์ที่พบในสาหร่ายโดยทั่วไปปกติมีประมาณ 0.5-1.5% ของน้ำหนักแห้ง และสามารถเพิ่มสูงได้ถึง 6% ในสาหร่ายที่เลี้ยงไว้ในที่มีแสงอ่อน ๆ คลอโรฟิลล์มีไนโตรเจนเป็นส่วนประกอบของโครงสร้าง จากสูตรโมเลกุลของคลอโรฟิลล์ เอ คำนวณได้ว่าคลอโรฟิลล์ เอ มีไนโตรเจนเป็นองค์ประกอบอยู่ในปริมาณ 8.22% ของน้ำหนักโมเลกุล ในขณะที่โปรทีนมีไนโตรเจนเป็นองค์ประกอบในปริมาณ 15.5-18% คลอโรฟิลล์ที่นำมาทำเป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหารวางขายกันทั่วไปในตอนนี้ ความจริงก็เป็นสีผสมอาหารชนิดหนึ่งที่ให้สีเขียวนั่นเอง มีชื่อว่า โซเดียมคอปเปอร์คลอโรฟิลลิน (Sodium Copper Chlorophyllin) เป็นการดัดแปลงโครงสร้าง คลอโรฟิลล์ตามธรรมชาติ ทำให้ได้สารคลอโรฟิลล์ที่ยังคงมีสีเขียวอยู่ แต่มีความคงตัวและสามารถละลายน้ำได้ดี จึงนำมาใช้เป็นสีผสมอาหารสำหรับผสม ในเครื่องดื่ม ซึ่งองค์การอาหารและยาของสหรัฐอเมริกา (US FDA) รับรอง ความปลอดภัยเฉพาะคลอโรฟิลล์ชนิดที่ละลายน้ำเท่านั้น

Chlorophyllin เป็นสารต้านทานปฏิกิริยา oxidation ที่มีประสิทธิภาพดีพอ ๆ กับ retinol b-carotene, วิตามินซีและวิตามินอี (g-tocopherol)Chlorophyllin มีฤทธิ์ต้านทานสารก่อกลายพันธุ์ประเภท chromium, chlordane, รังสีเอกซ์ ethidium bromide styrene oxide กลไกต้านทานการกลายพันธุ์ของ Chlorophyllin ยังไม่กระจ่างชัด อาจเป็นผลมาจาก Chlorophyllin เป็นตัวกำจัดอนุมูลอิสระ ทำปฏิกิริยากับ active group ของสารก่อกลายพันธุ์หรือป้องกันการเปลี่ยนแปลงของสารก่อกลายพันธุ์เพื่อไปอยู่ในรูปที่ว่องไวต่อการเกิดปฏิกิริยาโดยทางอ้อม

natural chlorophyll สามารถยับยั้ง heme-induced colonic cytotoxicity and epithelial

cell turnover แต่ water-soluble chlorophyllins ไม่สามารถยับยั้งได้

ในอเมริกากำหนดความปลอดภัยของสารคลอโรฟิลลิน (Chlorophyllin) ในผลิตภัณฑ์ เสริมอาหารหรือใช้เป็นสีผสมอาหารได้ไม่เกิน 300 มิลลิกรัมต่อวันสำหรับผู้ใหญ่ ส่วนเด็กอายุตั้งแต่ 2 ขวบขึ้นไป สามารถรับประทานคลอโรฟิลลินได้ในขนาด 90 มิลลิกรัมต่อวัน

รายงานเรื่องการเกิดพิษจากการได้รับสารคลอโรฟิลลินมากเกินกำหนด พบว่าอาจทำให้สีของปัสสาวะหรืออุจจาระเปลี่ยนเป็นสีเขียว และอาจทำให้เกิดท้องเสียได้ นอกจากนี้ ยังพบรายงานการเกิดอาการแพ้สารคลอโรฟิลลิน โดยอาจพบผื่นแพ้ขึ้นตามตัว เวียนศีรษะ เหงื่ออกมากและความดันโลหิตตกอย่างรวดเร็วได้

ในความเป็นจริง คลอโรฟิลล์เป็นสารสีเขียวที่พบในพืชทั่วไป เวลาที่เรา รับประทานผัก ผลไม้ที่มีสีเขียว ร่างกายของเราก็จะได้รับคลอโรฟิลล์ไปด้วย สารคลอโรฟิลล์ที่อยู่ในรูปธรรมชาตินี้ จะอยู่ในรูปคลอโรฟิลล์ที่ละลายในน้ำมัน ตัวอย่างเช่น ในผักชีฝรั่ง 1 ถ้วย มีคลอโรฟิลล์สูงถึง 38 มิลลิกรัม ผักขม 1 ถ้วย มีคลอโรฟิลล์ 23.7 มิลลิกรัม ดังนั้น ถ้าเรารับประทานผัก ผลไม้สดเป็นประจำ ร่างกายก็จะได้รับคลอโรฟิลล์อยู่แล้ว

ในอดีตเราอาจเคยเห็นหมากฝรั่งผสม คลอโรฟิลล์ที่อ้างว่าช่วยลดกลิ่นปากและทำให้ลมปากหอมสดชื่น
ในปัจจุบัน เราอาจเห็นผง คลอโรฟิลล์ ชนิดชงน้ำดื่มที่อ้างว่าช่วยในการล้างสารพิษ และรักสุขภาพ

แนวความคิดเรื่องการใช้ คลอโรฟิลล์ เริ่มจากการที่หมอคนหนึ่ง ได้ออกมาบอกว่า คลอโรฟิลล์ สามารถช่วยรักษาอาการต่างๆได้มากมาย เช่น แผลไหม้ แผลที่เท้า ฮ่องกงฟุต แผลในปาก ทอนซิลอักเสบ แผลในกระเพาะอาหาร ความดันสูง มะเร็ง ฯลฯ ซึ่งจากการศึกษาข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์แล้ว จะพบว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องไร้สาระมากเพราะมีความจริงทางวิทยาศาสตร์มากมายที่ต่างจากการโฆษณาของเขา เช่น ปัจจุบัน (เดือน เมย 2549) ยังไม่มีการสรุปในระดับที่น่าเชื่อถือได้แบบ meta-analysis เกี่ยวกับการใช้ คลอโรฟิลล์ ในทางการแพทย์ อย่างไรก็ตาม มีงานวิจัยจำนวนหนึ่ง ที่ทำกับสารอนุพันธ์ของ คลอโรฟิลล์ ได้แก่ chlorophyllin (ซึ่งเป็น derivative ของ คลอโรฟิลล์) ซึ่งถือเป็นระยะเริ่มต้นมาก ชื่อคล้ายกัน แต่ก็เป็นสารคนละชนิดกัน ตามที่ได้กล่าวมาแล้ว งานวิจัยที่มีอยู่ เน้นไปที่การใช้เพื่อระงับกลิ่น มีชิ้นหนึ่งทำตั้งแต่ปี 1968 แต่ไม่มีข้อมูลประกอบ ไม่มีบทคัดย่อ และอีกชิ้นหนึ่ง ทำปี 1989 ทดสอบว่าใช้ระงับกลิ่นอุจจาระได้ไหม ปรากฏว่า ไม่ได้ (มีการเทียบผลกับการใช้สารหลอก)

    1. คลอโรฟิลล์ ไม่ได้เป็น catalyst (สารช่วยเร่งปฏิกริยา) และ คลอโรฟิลล์ ก็ไม่ได้ผลิต ออกซิเจน จาก คาร์บอนไดออกไซด์ แต่เป็น by product จากการสลายโมเลกุลของน้ำต่างหาก

    2. มีคนเปรียบ คลอโรฟิลล์ ว่าเป็น "เลือดของต้นไม้" แต่ในความจริงแล้ว เลือดของคนเราและ คลอโรฟิลล์ มีหน้าที่ต่างกันอย่างสิ้นเชิง

    3. คลอโรฟิลล์ ที่ชอบอ้างว่าเป็นสาร"ธรรมชาติ"นั้น แท้จริงแล้ว ในกระบวนการผลิต มันต้องถูก สกัดและทำปฏิกริยาเคมีกับสารอื่นๆ (เช่น acetone, hexane, copper) จนได้สารใหม่ ได้แก่chlorophyllin (ซึ่งเป็น derivative ของ chlorophyll)ที่ไม่ใช่คลอโรฟิลล์ ตามธรรมชาติ

    4. พวกที่อ้างว่า คลอโรฟิลล์ สามารถยับยั้งเชื้อแบคทีเรียได้นั้น ข้อนี้เป็นจริงครับ แต่ประสิทธิภาพ น้อยมากๆ ยิ่งเทียบกับยาฆ่าเชื้อที่อ่อนที่สุด คลอโรฟิลล์ ยังเทียบชั้นไม่ติดเลย นอกจากนี้ยังพบอีกว่าถึงมันจะยับยั้งเชื้อได้จริง แต่ได้เพียงบางชนิดเท่านั้น และมันก็กลับทำให้เชื้ออื่นๆเติบโตขึ้นมาแทน

    5. ฤทธิ์ในการลดกลิ่นปากนั้น มีน้อยมากๆ ถ้าจะให้ได้ผลจริงจะต้องใช้ในความเข้มข้นมากกว่าที่ ขายในปัจจุบันมาก ในสินค้าหลายๆสูตรตำรับที่มีการใช้คลอโรฟิลล์ จะเป็นการใช้เพื่อ"แต่งสี" ให้มีสีน่าทานเท่านั้น ไม่ได้ใช้เพื่อให้มันลดกลิ่นปากจริงๆ

    6. คลอโรฟิลล์มีโมเลกุลใหญ่ ไม่สามารถถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้ (ว่ากันว่า ถ้ามันถูกดูดซึมได้ คนเราคงมีสีเขียว) ดังนั้นพวกที่อ้างว่าสมารถออกฤทธิ์โดยการกินนั้น เป็นเรื่องหลอกลวง เมื่อไม่นานมานี้ มีคนพยายามพิสูจน์ว่ามันสามารถดูดซึมได้ และก็สรุปว่ามันสามารถดูดซึมได้จริง แต่การทดลองดังกล่าวนั้น ไม่ได้ทำในลำไส้มนุษย์และตัว คลอโรฟิลล์ ที่นำมาใช้ก็เตรียมให้อยู่ในรูปพิเศษ ที่สามารถถูกดูดซึมได้ (ประมาณว่ายัดเยียดให้มันดูดซึมให้ได้)

    7. คลอโรฟิลล์เอง ไม่ได้มีลักษณะเป็นเส้นใย ไม่สามารถทำให้เกิดการถ่ายอุจจาระให้มากขึ้นแต่อย่างใด (หลายคนชอบเรียกว่า detox) และถึงแม้มันจะทำให้ถ่ายได้มากขึ้น ก็ไม่ได้ช่วยขับสารพิษอะไรออกจากร่างกายแต่อย่างใด

สรุปแล้ว ในปัจจุบันยังไม่พบว่า การกิน คลอโรฟิลล์ จะมีประโยชน์ต่อมนุษย์แต่อย่างใด โดยเฉพาะสาเหตุหลักที่ว่า มันไม่ถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกายนั่นเองครับ การรับประทานผัก ผลไม้ที่มีสีเขียว ร่างกายของเราก็จะได้รับคลอโรฟีลล์ไปด้วย

องค์การอาหารและยาของสหรัฐอเมริกา (US FDA) ได้กำหนด มาตรฐานของ โซเดียมคอปเปอร์คลอโรฟิลลิน (Sodium Copper Chlorophyllin) ไว้ตามข้อกำหนดดังนี้ Code of Federal Regulations Title 21, Volume 1 Revised as of April 1, 2006 CITE: 21CFR73.125

Sec. 73.125 Sodium copper chlorophyllin.

(a) Identity. (1) The color additive sodium copper chlorophyllin is a green to black powder prepared from chlorophyll by saponification and replacement of magnesium by copper. Chlorophyll is extracted from alfalfa (Medicago sativa) using any one or a combination of the solvents acetone, ethanol, and hexane.

(2) Color additive mixtures made with sodium copper chlorophyllin may contain only those diluents that are suitable and are listed in this subpart as safe for use in color additive mixtures for coloring foods.

(b) Specifications. Sodium copper chlorophyllin shall conform to the following specifications and shall be free from impurities other than those named to the extent that such impurities may be avoided by good manufacturing practice:

(1) Moisture, not more than 5.0 percent.

(2) Solvent residues (acetone, ethanol, and hexane), not more than 50 parts per million, singly or, in combination.

(3) Total copper, not less than 4 percent and not more than 6 percent.

(4) Free copper, not more than 200 parts per million.

(5) Lead (as Pb), not more than 10 parts per million.

(6) Arsenic (as As), not more than 3 parts per million.

(7) Mercury (as Hg), not more than 0.5 part per million.

(8) Ratio of absorbance at 405 nanometers (nm) to absorbance at 630 nm, not less than 3.4 and not more than 3.9.

(9) Total copper chlorophyllins, not less than 95 percent of the sample dried at 100 deg. C for 1 hour.

(c) Uses and restrictions. Sodium copper chlorophyllin may be safely used to color citrus-based dry beverage mixes in an amount not exceeding 0.2 percent in the dry mix.

(d) Labeling requirements. The label of the color additive and any mixtures prepared therefrom shall conform to the requirements of 70.25 of this chapter.

(e) Exemption from certification. Certification of this color additive is not necessary for the protection of the public health, and therefore batches thereof are exempt from the certification requirements of section 721(c) of the act.

[67 FR 35431, May 20, 2002]

 References:

  • Introduction to Organic Chemistry, Streitweiser and Heathcock (MacMillan, New York, 1981).
  • Biochemistry, L. Stryer (W.H. Freeman and Co, San Francisco, 1975).
  • Wikipedia - Chlorophyll
  • Bronzetti G. Antimutagens in food.Trends in food science and Technology.
    1994; 5: 390-394.
  • จากหนังสือวิทยานิพนธ์ "ผลของระดับความเข้มข้นต่างๆ ของไนโตรเจนและฟอสฟอรัสในสูตรอาหาร Zarrouk ต่อการเลี้ยงสาหร่ายเกลียวทอง" โดย สุมาลี ดุลยอนุกิจ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
  • http://www.bloggang.com/viewblog.php?id=marquez&date=22-09-2006&group=8&blog=1
  • http://www.ncbi.nlm.nih.gov/entrez/query.fcgi?db=PubMed&itool=toolbar
  • Eighteenth Report of the Joint FAO/WHO Expert Committee on Food Additives, Wld Hlth Org. techn. Rep. Ser., 1974, No. 557. FAO Nutrition Meetings Report Series, 1974, No. 54.
  • de Vogel J,Jonker-Termont DS,Katan MB,van der Meer R. Natural chlorophyll but not chlorophyllin prevents heme-induced cytotoxic and hyperproliferative effects in rat colon.J Nutr. 2005 Aug;135(8):1995-2000.

เรื่องย้อนหลังทั้งหมด