• ส่วนกลาง
  • ส่วนภูมิภาค

<< พฤศจิกายน - 2561 >>
อาทิตย์ จันทร์ อังคาร พุธ พฤหัส ศุกร์ เสาร์
     1 2 3
4 5 6 7 8 9 10
11 12 13 14 15 16 17
18 19 20 21 22 23 24
25 26 27 28 29 30  
download
Link
  • home»
  • ข่าวประชาสัมพันธ์»
  • Press Release»

Press Release

กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์เตือนอันตรายจากพิษเมล็ดมันแกว

 

       กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข เตือนอันตรายจากสารพิษโรทีโนน (rotenone) เป็นสารพิษชนิดหนึ่งที่มีอยู่ในเมล็ดมันแกว มีฤทธิ์เป็นสารเคมีกำจัดแมลง ชี้เป็นพิษต่อคนและสัตว์ หากรับประทานเข้าไปจะส่งผลทำให้เกิดอาการระคายเคืองในระบบทางเดินอาหาร คลื่นไส้ อาเจียน ท้องร่วง และถ้าได้รับพิษ ในปริมาณมากอาจทำให้เสียชีวิต

       นายแพทย์อภิชัย มงคล อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เปิดเผยว่า เมื่อหลายปีที่ผ่านมา มีรายงานการเสียชีวิตจากการรับประทานเมล็ดมันแกวหลายราย โดยในปี 2548 พบผู้เสียชีวิต 1 รายที่จังหวัดเชียงราย ปี 2549 พบผู้ป่วย 6 ราย เสียชีวิต 1 รายที่จังหวัดศรีสะเกษ และปี 2551 พบผู้เสียชีวิต 1 รายที่จังหวัดเลย ล่าสุดโรงพยาบาลยางชุมน้อย อำเภอยางชุมน้อย จังหวัดศรีสะเกษ ส่งตัวอย่างเมล็ดมันแกวมายังศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ 10 อุบลราชธานี และได้ส่งต่อมาตรวจวิเคราะห์ที่ห้องปฏิบัติการศูนย์พิษวิทยา สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สาธารณสุข กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เนื่องจากมีผู้ป่วยรับประทานเมล็ดมันแกวต้มสุก แล้วมีอาการแพ้คล้ายได้รับพิษจากอาหาร ในจำนวนผู้ป่วยมีผู้ที่มีอาการรุนแรงและเสียชีวิต 1 ราย และจากผลการตรวจวิเคราะห์ พบสารโรทีโนน

       สารโรทีโนนเป็นสารพิษชนิดหนึ่งที่มีอยู่ในเมล็ดมันแกว มีฤทธิ์เป็นสารเคมีกำจัดแมลง จัดเป็นสารมีพิษต่อชีวิตคน และสัตว์ ขนาดที่ทำให้หนูกินตายหรือในปริมาณ 132-1,500 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม ซึ่งพิษของโรทีโนน เมื่อรับประทานเข้าไปจะทำให้เกิดอาการระคายเคืองในระบบทางเดินอาหาร คลื่นไส้ อาเจียน ท้องร่วง และถ้าได้รับพิษ ในปริมาณมาก อาการจะรุนแรงขึ้น โดยจะมีผลต่อระบบการหายใจ คือ หยุดหายใจ ชัก และอาจถึงแก่ชีวิตได้

       การช่วยเหลือผู้ที่เกิดอาการพิษจากการรับประทานเมล็ดมันแกวเบื้องต้น คือ ทำให้อาเจียนให้เร็วที่สุด เพื่อกำจัด เศษพืชพิษในกระเพาะอาหาร ลดการดูดซึมของสารพิษ เช่น ให้ดื่มนม ไข่ขาว และนำส่งโรงพยาบาลทันที โดยแพทย์จะใช้วิธีการรักษาผู้ป่วยแบบประคับประคองอาการ ไม่มียารักษา เช่น ถ้าผู้ป่วยหยุดหายใจ ช็อก ต้องรีบให้การช่วยเหลือฉุกเฉิน เพื่อให้ผู้ป่วยหายใจได้ หรือใส่เครื่องช่วยหายใจ ให้น้ำเกลือ ถ้าสูญเสียน้ำมาก และให้ยาตามความเหมาะสม เป็นต้น โดยพิษจะค่อยๆ ถูกขับออกจากร่างกายทางปัสสาวะ

       นายแพทย์อภิชัย กล่าวต่ออีกว่า มันแกว เป็นพืชที่มีหัวใต้ดิน มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Pachyrhizus erosus (L.) Urban ชื่อสามัญ คือ yam bean หรือ Jicama ในประเทศไทย มันแกวมีชื่อเรียกต่างกันไปตามภูมิภาค เช่น มันละแวก มันลาว (ภาคเหนือ) มันเพา (ภาคอีสาน) หัวแปะกัว (ภาคใต้) ส่วนหัวสามารถนำไปประกอบอาหารได้ทั้งคาวและหวาน เช่น แกงส้ม แกงป่า ผัดเปรี้ยวหวาน หรือใช้เป็นส่วนผสมของซาลาเปา และทับทิมกรอบ ฝักอ่อนสามารถนำมาต้ม เพื่อรับประทานเป็นเครื่องเคียงทานกับน้ำพริกได้ ในภาคอีสานนิยมนำฝักและเมล็ดอ่อนมารับประทานเป็นผักสดกับส้มตำ แต่เมื่อฝักและเมล็ดแก่จะเป็นพิษ โดยเฉพาะเมล็ดมีสารที่มีฤทธิ์เป็นสารเคมีกำจัดแมลงหลายชนิด เช่น โรทีโนน (rotenone) อีโรโซน (erosone), โดลินีโอน (dolineone)

       การป้องกันที่ดีที่สุดคือ ไม่ควรนำเมล็ดแก่ของมันแกวมารับประทาน และควรรู้เกี่ยวกับลักษณะทั่วไปของมันแกว รวมทั้งอันตรายที่เกิดจากการรับประทานเมล็ดมันแกว โดยเฉพาะอย่างยิ่งการป้องกันและรักษาพิษที่เกิดจากเมล็ดมันแกวเบื้องต้นก่อนนำส่งโรงพยาบาลเพื่อลดอัตราการเสียชีวิตจากพิษของมันแกวที่อาจเกิดขึ้นได้

open_close_button
top