• ส่วนกลาง
  • ส่วนภูมิภาค

<< พฤศจิกายน - 2561 >>
อาทิตย์ จันทร์ อังคาร พุธ พฤหัส ศุกร์ เสาร์
     1 2 3
4 5 6 7 8 9 10
11 12 13 14 15 16 17
18 19 20 21 22 23 24
25 26 27 28 29 30  
download
Link
  • home»
  • ข่าวประชาสัมพันธ์»
  • Press Release»

Press Release

กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์พัฒนาวิธีการตรวจยา erythropoietin ในประเทศไทย

        กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ได้พัฒนาวิธีการตรวจยาอิริโทรปอยอีติน (erythropoietin, EPO) ซึ่งเป็นยากระตุ้นการสร้างเม็ดเลือดแดง เพื่อป้องกันเกิดภาวะโลหิตจางในผู้ป่วยโรคไตและโรคมะเร็ง ด้วยวิธี Isoelectric focusing/Western Blot เผยผลการศึกษายา EPO จำนวน 8 ชื่อการค้าที่มีการใช้มากในประเทศ  พบว่ามีลักษณะแตกต่างกันทั้งหมด แนะผู้ป่วยควรใช้ยาดังกล่าวเพียงชื่อการค้าเดียว โดยเฉพาะผู้ป่วยที่ต้องใช้ยาต่อเนื่อง เป็นระยะเวลานาน เนื่องจากความแตกต่างของยาต่างชื่อการค้า อาจทำให้เกิดการกระตุ้นภูมิคุ้มกันและเกิดอาการ ไม่พึงประสงค์จากการใช้ยาได้

        นายแพทย์อภิชัย มงคล อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์  เปิดเผยว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีผู้ป่วยโรคไตและโรคมะเร็งจำนวนเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ละปีมีผู้ป่วยโรคไตเพิ่มขึ้นประมาณ 7,800 คน ในขณะที่โรคมะเร็งเป็นสาเหตุการตายอันดับ 1 ของประเทศไทยโดยมีผู้เสียชีวิตมากกว่าปีละ 60,000 ราย ซึ่งโรคเหล่านี้สามารถเกิดได้กับทุกเพศ ทุกวัย ทุกช่วงอายุ ทั้งนี้มีผู้ป่วยทั้งโรคไตและโรคมะเร็งจำนวนมากจำเป็นต้องได้รับยาอิริโทรปอยอีติน (Erythropoietin,EPO) เพื่อกระตุ้นการสร้างเม็ดเลือดแดงเมื่อเกิดภาวะโลหิตจางขึ้นในระหว่างการรักษาและในผู้ป่วยบางรายอาจมีความจำเป็นต้องใช้ยาดังกล่าวไปตลอดชีวิต มีรายงานการเกิดผลข้างเคียงที่สำคัญจากการใช้ยา EPO โดยเกิดการกระตุ้นปฏิกิริยาตอบสนองในร่างกาย จนทำให้ไขกระดูกไม่สร้างเม็ดเลือดแดงและอาจทำให้เกิดโลหิตจางอย่างรุนแรงจนถึงขั้นเสียชีวิต ซึ่งอาการข้างเคียงนี้เรียกว่า pure red cell aplasia (PRCA) อย่างไรก็ดียังไม่มีการศึกษาใดสามารถระบุได้แน่ชัดถึงสาเหตุที่แท้จริงของการเกิด PRCA โดยมีการกล่าวถึงสาเหตุที่อาจเป็นไปได้เช่น การจัดเก็บและการใช้ยาไม่ถูกต้องปัจจัยทางพันธุกรรม คุณภาพของยาและการเกาะของหมู่คาร์โบไฮเดรตในยา EPO เป็นต้น ดังนั้นการศึกษารูปแบบหมู่คาร์โบไฮเดรตในยา EPO ในต่างชื่อการค้ากัน จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อใช้เป็นข้อมูลประกอบในการกำหนดแนวทางการใช้ยา EPO ในประเทศไทยได้ ซึ่งการวิเคราะห์ หมู่คาร์โบไฮเดรตที่ระบุไว้ในตำรายาสากลใช้วิเคราะห์ได้กับเฉพาะยา EPO ต้นแบบเท่านั้น แต่วิธีดังกล่าวไม่สามารถใช้ในการวิเคราะห์ยา EPO ที่ไม่ใช่ยาต้นแบบ ซึ่งมีราคาถูกกว่ายาต้นแบบและมีมากมายหลายชื่อการค้าในประเทศได้ สาเหตุเนื่องจากยาเหล่านี้มักมีการผสมโปรตีนอัลบูมิน เพื่อทำให้ยามีความคงตัว แต่อัลบูมินนี้จะรบกวนวิธีวิเคราะห์ที่ระบุไว้ในตำรายาสากล

        นายแพทย์อภิชัย กล่าวต่ออีกว่า กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ โดย สำนักยาและวัตถุเสพติด เห็นความจำเป็นในการพัฒนาศึกษาวิธีวิเคราะห์ เพื่อให้สามารถศึกษารูปแบบโครงสร้างหมู่คาร์โบไฮเดรตในยา EPO ทุกชื่อการค้าทั้งที่มีการผสมและไม่ผสมอัลบูมิน โดยวิธีที่พัฒนาขึ้นนั้นใช้หลักการ Isoelectric focusing/Western Blot และได้ทำการศึกษายา EPO จำนวน 8 ชื่อการค้าที่มีการใช้มากในประเทศไทย จากการศึกษาพบว่า ยา EPO ทั้ง 8 ชื่อการค้ามีลักษณะแตกต่างกันทั้งหมด ซึ่งพิสูจน์ให้เห็นว่ายา EPO ทั้ง 8 ชื่อการค้ามีรูปแบบโครงสร้างหมู่คาร์โบไฮเดรตที่แตกต่างกัน แม้สาเหตุของการเกิด PRCA ยังไม่เป็นที่ปรากฏแน่ชัด แต่เพื่อลดปัจจัยเสี่ยงที่จะนำไปสู้การเกิด PRCA ดังนั้นกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์จึงมีข้อแนะนำว่าผู้ป่วยแต่ละรายควรใช้ผลิตภัณฑ์ EPO เพียงชื่อการค้าเดียวตลอดระยะเวลาการรักษาโดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ป่วยที่ต้องใช้ยา EPO ต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน เนื่องจากความแตกต่างของยา EPO ในต่างชื่อการค้าที่พบอาจส่งผลทำให้เกิดการกระตุ้นภูมิคุ้มกันและอาการไม่พึงประสงค์จากการใช้ยาได้หากมีการเปลี่ยนไปใช้ยาต่างชื่อการค้าในระหว่างการรักษา

open_close_button
top