• ส่วนกลาง
  • ส่วนภูมิภาค

<< พฤศจิกายน - 2561 >>
อาทิตย์ จันทร์ อังคาร พุธ พฤหัส ศุกร์ เสาร์
     1 2 3
4 5 6 7 8 9 10
11 12 13 14 15 16 17
18 19 20 21 22 23 24
25 26 27 28 29 30  
download
Link
  • home»
  • ข่าวประชาสัมพันธ์»
  • Press Release»

Press Release

กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ป้องกันผื่นแพ้ยารุนแรง นำร่องที่กรุงเทพฯ

          ศูนย์ชีววิทยาศาสตร์ทางการแพทย์ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์  กระทรวงสาธารณสุข  จัดประชุมบุคลากรทางการแพทย์ของโรงพยาบาลเครือข่ายสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เขต 13 กรุงเทพมหานคร เพื่อให้ความรู้ด้านเภสัชพันธุศาสตร์ การตรวจยีนเพื่อป้องกันผื่นแพ้ยารุนแรงจากยากันชัก carbamazepine และ oxcarbazepineซึ่งเป็นเป้าหมายหลักของการให้บริการทางการแพทย์ที่มีประสิทธิภาพ เป็นการนำเอาองค์ความรู้ใหม่มาใช้อย่างเป็นรูปธรรม และช่วยลดจำนวนผู้แพ้ยารุนแรงชนิดสตีเวนส์จอห์นสัน (Steven-Johnson Syndrome เรียกชื่อย่อว่า SJS) และท็อกซิก อิพิเดอร์มอล เนโครไลซิส(Toxic Epidermal Necrolysisเรียกชื่อย่อว่า TEN) ที่ทำให้ผู้ป่วยมีโอกาสพิการและเสียชีวิต

      รศ.คลินิกแพทย์หญิงวารุณี  จินารัตน์  รองอธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์กล่าวภายหลังเป็นประธานเปิดการประชุมโครงการนำร่องการป้องกันผื่นแพ้ยารุนแรงชนิด Steven-Johnson syndrome (SJS) และ Toxic epidermal necrolysis (TEN) จากยา Carbamazepine และ Oxcarbazepineด้วยการประเมินความเสี่ยงทางพันธุกรรมชนิด HLA-B*15:02เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2556 ณ โรงแรมดิเอมเมอรัลด์ รัชดา กรุงเทพฯ ว่าอาการของผื่นแพ้ยาเป็นกลุ่มอาการที่รวมถึงภาวะการมีไข้และออกผื่น ซึ่งเกิดผลกระทบต่อการทำงานของอวัยวะภายใน  โดยทั่วไปจะเกิดหลังจากได้รับยามาเป็นเวลาอย่างน้อย 1 สัปดาห์ ส่วนอาการผื่นแพ้ยาแบบรุนแรงนั้นจะรวมถึงกลุ่มอาการ Steven-Johnson Syndrome และ Toxic Epidermal Necrolysisซึ่งทำให้ผิวหนังมีอาการอักเสบรุนแรง เป็นแผลพุพองเหมือนโดนไฟไหม้ และมีอาการหลุดลอกของผิวหนัง และเยื่อบุต่างๆ เช่น เยื่อบุในช่องปาก ริมฝีปาก เยื่อบุทางเดินอาหารและเยื่อบุตา ทำให้ผู้ป่วยมีโอกาสพิการและเสียชีวิตได้       

          ยา Carbamazepine (คาร์บามาเซปีน) และ Oxcarbazepine (อ็อกซ์คาบาเซปีน) เป็นยาที่ใช้เพื่อรักษาอาการชัก และเป็นต้นเหตุของการแพ้ยารุนแรงชนิด SJS และ TENS ที่พบบ่อยเป็นอันดับสองของประเทศไทย จึงมีความจำเป็นสำหรับผู้ให้บริการทางการแพทย์ที่จะจัดให้มีมาตรการป้องกันการแพ้ยา โดยตรวจหาสารพันธุกรรมชนิดHLA-B*15:02 allele (เอชแอลเอบีหนึ่งห้าศูนย์สองอัลลีล) ให้แก่ผู้ที่แพทย์พิจารณาแล้วว่าจำเป็นต้องใช้ยา Carbamazepine และ Oxcarbazepineก่อนที่จะเริ่มรับประทานยาหรือเริ่มยามาไม่เกิน 3 เดือน 

          สำหรับการตรวจหาสารพันธุกรรมชนิด  HLA-B*15:02 alleleนั้น กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์  กระทรวงสาธารณสุข ได้จัดทำโครงการนำร่องป้องกันผื่นแพ้ยารุนแรงชนิดSJS และ TEN จากยา Carbamazepine และ Oxcarbazepineด้วยการประเมินความเสี่ยงทางพันธุกรรมชนิด HLA-B*15:02ซึ่งมีเครือข่ายห้องปฏิบัติการ4แห่งในเขตกรุงเทพมหานคร ที่ให้บริการตรวจ ได้แก่1) กลุ่มพันธุศาสตร์การแพทย์ ศูนย์ชีววิทยาศาสตร์ทางการแพทย์กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข2) ภาควิชาพยาธิวิทยา คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี  3)  ภาควิชาจุลชีววิทยา คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ และ 4) หน่วยอณูพันธุศาสตร์ สถานส่งเสริมการวิจัย คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล

          รองอธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์  กล่าวต่ออีกว่าการจัดโครงการนำร่องนี้   ผลประโยชน์แรกที่เห็นได้ชัด  คือ  ช่วยลดจำนวนผู้แพ้ยาชนิดรุนแรง SJS และ TEN จากยา Carbamazepine และ Oxcarbazepineซึ่งเป็นเป้าหมายหลักของการให้บริการทางการแพทย์ที่มีประสิทธิภาพที่ไม่ต้องการให้ผู้ป่วยเกิดอาการข้างเคียงจากการรับบริการทางการแพทย์  ทำให้บุคลากรทางการแพทย์มีความรู้ และเข้าใจเรื่องการป้องกันการแพ้ยาด้วยการตรวจทางเภสัชพันธุศาสตร์ เป็นการนำเอาองค์ความรู้ใหม่มาใช้อย่างเป็นรูปธรรม  ซึ่งขณะนี้ทั่วโลกมีเพียงประเทศไต้หวันเท่านั้นที่มีระบบการตรวจนี้  นอกจากนี้ข้อมูลจำนวนการตรวจต่อปีในเขตกรุงเทพมหานคร  จะช่วยให้ประเมินผลกระทบต่องบประมาณที่จะใช้เป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจของผู้บริหารในการกำหนดนโยบายในระดับประเทศ สำหรับการตรวจสารพันธุกรรม HLA-B*15:02ในผู้ที่เริ่มยา Carbamazepine และ Oxcarbazepineต่อไป

          นพ.อาชวินทร์  โรจนวิวัฒน์  รองผู้อำนวยการศูนย์ชีววิทยาศาสตร์ทางการแพทย์ กล่าวว่ากรมวิทยาศาสตร์การแพทย์  โดยกลุ่มพันธุศาสตร์การแพทย์  ศูนย์ชีววิทยาศาสตร์ทางการแพทย์  ได้เริ่มดำเนินงานทางเภสัชพันธุศาสตร์มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2553  โดยแบ่งกิจกรรมหลักออกเป็น  2  ด้าน  คือ  ด้านที่ 1  การพัฒนาวิธีการตรวจพันธุกรรมที่มีข้อมูลแน่ชัดแล้วว่าเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการแพ้ยารุนแรง ซึ่งปัจจุบันมี  3  วิธีการคือ  การตรวจสารพันธุกรรมชนิด  HLA-B*15:02อัลลีล HLA-B*58:01อัลลีล และ HLA-B*57:01อัลลีล ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงให้เกิดการแพ้ยารุนแรงต่อยากันชัก Carbamazepine ยาลดกรดยูริกในเลือด Allopurinol และยา Abacavirตามลำดับ ด้านที่ 2 คือการวิจัยหาพันธุกรรมเสี่ยงต่อการแพ้ยาที่ยังไม่มีผลรายงานการศึกษาแน่ชัดโดยจัดทำเป็นโครงการเครือข่ายวิจัยร่วมกับโรงพยาบาลทั่วประเทศ 28 แห่ง 

          สำหรับการจัดโครงการครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้บุคลากรทางการแพทย์ ได้แก่ แพทย์ เภสัชกร พยาบาล  เจ้าหน้าที่ห้องปฏิบัติการ และผู้เกี่ยวข้องจากโรงพยาบาลในเขตกรุงเทพมหานคร 53 แห่ง ได้รับความรู้ทางด้านเภสัชพันธุศาสตร์ และเพื่อซักซ้อมความเข้าใจในการดำเนินโครงการนำร่องฯ ระบบการส่ง ตรวจทางเภสัชพันธุศาสตร์  ระบบสารสนเทศ และการรายงานการตรวจสารพันธุกรรมชนิด HLA-B*15:02ซึ่งเมื่อการดำเนินโครงการนำร่องฯนี้เสร็จสิ้น นอกจากบุคลากรทางการแพทย์จะมีความรู้ความเข้าใจ และตระหนักถึงความสำคัญของการป้องกันการแพ้ยารุนแรงด้วยการตรวจทางเภสัชพันธุศาสตร์แล้ว ยังทำให้มีระบบการให้บริการป้องกันการเกิดการแพ้ยาด้วยการตรวจทางเภสัชพันธุศาสตร์อีกด้วย

open_close_button
top