• ส่วนกลาง
  • ส่วนภูมิภาค

<< พฤศจิกายน - 2561 >>
อาทิตย์ จันทร์ อังคาร พุธ พฤหัส ศุกร์ เสาร์
     1 2 3
4 5 6 7 8 9 10
11 12 13 14 15 16 17
18 19 20 21 22 23 24
25 26 27 28 29 30  
download
Link
  • home»
  • ข่าวประชาสัมพันธ์»
  • Press Release»

Press Release

กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์พัฒนาห้องปฏิบัติการการอ้างอิงไวรัสทางเดินหายใจระดับภูมิภาค

กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์  กระทรวงสาธารณสุข เร่งพัฒนาห้องปฏิบัติการอ้างอิงไวรัสทางเดินหายใจระดับภูมิภาค  โดยพัฒนาห้องปฏิบัติการของศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ 3 นครสวรรค์  ให้เพิ่มศักยภาพเป็นห้องปฏิบัติการอ้างอิงไวรัสทางเดินหายใจระดับภูมิภาค   
 
กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์พัฒนาห้องปฏิบัติการการอ้างอิงไวรัสทางเดินหายใจระดับภูมิภาค
 
นายแพทย์อภิชัย มงคล อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์  กล่าวภายหลังเป็นประธานเปิดอาคารปฏิบัติการศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ 3 นครสวรรค์ ณ ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ 3 นครสวรรค์ อำเภอเมือง จังหวัดนครสวรรค์ ว่าไข้หวัดใหญ่เกิดจากเชื้อไวรัส Influenza ที่สำคัญมี 2 ชนิด คือ ชนิด A และ ชนิด B เชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ ชนิด A พบได้ในคน สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมและสัตว์ปีก เป็นสาเหตุของโรคระบาดรุนแรง     ชนิด B จะก่อโรคที่มีความรุนแรงน้อยกว่าชนิด A  ซึ่งโรคไข้หวัดนกเกิดจากเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ชนิด A  สามารถติดต่อสู่คนและมีอัตราป่วยตายสูง ประเทศไทยมีผู้ป่วยยืนยันโรคไข้หวัดนก 25 ราย เสียชีวิต 17 ราย เป็นผู้ป่วยไข้หวัดนกที่พบในพื้นที่เขตบริการสุขภาพที่ 3 จำนวน 3 ราย  ในปี 2551 พบการระบาดของไข้หวัดนกในสัตว์ปีกในพื้นที่จังหวัดนครสวรรค์และอุทัยธานี ปี 2552-2553 พบการระบาดใหญ่ของไข้หวัดใหญ่ชนิด A สายพันธุ์ H1(2009) ทั่วประเทศ ปี 2557 ประเทศไทยพบผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่ จำนวน 45,138 ราย มีผู้ป่วยเสียชีวิต 56 ราย  ภาคกลางเป็นพื้นที่พบอัตราป่วยสูงสุด 104.24 ต่อแสนประชากร ลักษณะทางภูมิศาสตร์ของเขตภาคกลางตอนบนมีแหล่งน้ำขนาดใหญ่ เช่น บึงบอระเพ็ด บึงสีไฟ มีการอพยพของสัตว์ปีกที่เป็นพาหนะของโรคมาอาศัยเป็นประจำทุกปี ทำให้กระทรวงสาธารณสุขให้ความสำคัญในการเฝ้าระวังโรคไวรัสทางเดินหายใจในพื้นที่เสี่ยง ดังนั้นกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์จึงได้พัฒนาห้องปฏิบัติการของศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ 3 นครสวรรค์ ให้ทำการศึกษาวิจัยและพัฒนาเป็นห้องปฏิบัติการอ้างอิงด้านไวรัสทางเดินหายใจอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้มีขีดความสามารถเป็นห้องปฏิบัติการอ้างอิงระดับภูมิภาค โดยได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีและองค์ความรู้จากสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สาธารณสุข กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เพื่อเป็นศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ต้นแบบด้านไวรัสทางเดินหายใจ 
    
ปี  2548-2550 ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ 3 นครสวรรค์ ได้ศึกษาระบาดวิทยาของเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ในพื้นที่ภาคกลางตอนบน เพื่อการเฝ้าระวังการเปลี่ยนแปลงสายพันธุ์ของเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่  ในปี 2553 ประเทศไทยมีการระบาดใหญ่ของไวรัสไข้หวัดใหญ่ชนิด A สายพันธุ์ H1(2009) อาจมีความเป็นไปได้จะพบติดเชื้อร่วมของไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่และสายพันธุ์ตามฤดูกาลในผู้ป่วยคนเดียวกัน ผู้ป่วยจะมีอาการรุนแรงมากขึ้น ศูนย์ ฯ นครสวรรค์ ได้ประเมินความเสี่ยงการติดเชื้อร่วมของผู้ป่วยที่มีปัจจัยเสี่ยงในพื้นที่  8 จังหวัดรับผิดชอบ เพื่อเป็นข้อมูลในการควบคุมป้องกันโรคและการรักษา และในปี 2554 ศูนย์ฯนครสวรรค์ เป็นเจ้าภาพโครงการบูรณาการระดับประเทศ ได้ทำการเฝ้าระวังเชื้อดื้อยาต้านไวรัสไข้หวัดใหญ่ชนิด A สายพันธุ์ H1(2009) ร่วมกับ ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ 10 แห่ง เพื่อศึกษาข้อมูลเชื้อดื้อยาต้านไวรัสไข้หวัดใหญ่ชนิด A สายพันธุ์ H1(2009) ให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ของประเทศ ซึ่งพบว่าเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ H1 (2009) มีอัตราการดื้อยาเพียงร้อยละ 0.39 
                                       
อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า อาคารปฏิบัติการศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ 3 นครสวรรค์ ที่ทำพิธีเปิดในวันนี้ ถือเป็นห้องปฏิบัติการในส่วนภูมิภาคที่ทันสมัย มีอุปกรณ์เครื่องมือที่เพิ่มศักยภาพให้เป็นห้องปฏิบัติการอ้างอิงไวรัสทางเดินหายใจระดับภูมิภาค ดำเนินการเพาะเลี้ยงเชื้อไวรัส ตรวจวินิจฉัยเพื่อตรวจสอบคุณสมบัติไวรัสไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ต่างๆ รวมทั้งจะพัฒนาขีดความสามารถเพิ่มขึ้นเป็นห้องปฏิบัติการอ้างอิงระดับชาติ รองรับความมั่นคงทางสาธารณสุขและปัญหาโรคติดต่อร้ายแรงอื่นๆ รวมทั้งให้การดูแลด้านรักษาและดูแลสุขภาพที่มีประสิทธิภาพทางห้องปฏิบัติการแก่ประชาชนต่อไป
 
รศ.คลินิก แพทย์หญิงวารุณี จินารัตน์ รองอธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กล่าวว่า ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ 3 นครสวรรค์ เป็นหน่วยงานที่ตรวจวินิจฉัยเชื้อไข้หวัดใหญ่และไข้หวัดนกในพื้นที่  ได้การรับรองมาตรฐานห้องปฏิบัติการระดับสากล ISO 15189 และ ISO 15190 ในปี 2557 ได้ทำการตรวจเพื่อเฝ้าระวังโรคทั้งหมด 126 ตัวอย่าง พบเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ชนิด A จำนวน 22 ตัวอย่าง แยกเป็นเชื้อเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ H1 (2009) ร้อยละ 14.2 เชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ A (H3) ร้อยละ 3.2 และพบเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ชนิด B ร้อยละ 12.7 ผลการตรวจเป็นประโยชน์ในการรักษาผู้ป่วยโดยตรง และเฝ้าระวังป้องกันการระบาดของโรคเชื้อไข้หวัดใหญ่และไข้หวัดนกในพื้นที่
 
open_close_button
top