• ส่วนกลาง
  • ส่วนภูมิภาค

<< พฤศจิกายน - 2561 >>
อาทิตย์ จันทร์ อังคาร พุธ พฤหัส ศุกร์ เสาร์
     1 2 3
4 5 6 7 8 9 10
11 12 13 14 15 16 17
18 19 20 21 22 23 24
25 26 27 28 29 30  
download
Link
  • home»
  • ข่าวประชาสัมพันธ์»
  • Press Release»

Press Release

กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์จัดตั้งห้องปฏิบัติการอณูวิทยาชั้นสูง

 

           กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์จัดตั้งห้องปฏิบัติการอณูวิทยาชั้นสูง (Advanced Molecular Detection Laboratory; AMD Lab) เตรียมความพร้อมรับภัยคุกคามสุขภาพที่สำคัญทั้งจากโรคติดเชื้อและโรคไม่ติดเชื้อ เพื่อประโยชน์ในการรักษา เฝ้าระวัง การป้องกันและควบคุมโรค 

          ห้องปฏิบัติการอณูวิทยาชั้นสูง (Advanced Molecular Detection Laboratory; AMD Lab)  เป็นห้องปฏิบัติการตรวจวิเคราะห์สารพันธุกรรมโดยเทคนิคเพิ่มปริมาณสารพันธุกรรม (DNA หรือ RNA)  และ การหาลำดับนิวคลิโอไทด์ (Nucleotide sequencing ) ซึ่งเป็นเทคนิคที่มีความไว และความจำเพาะสูง ใช้ในการตรวจวินิจฉัยหาสาเหตุการติดเชื้อ หรือโรคทางพันธุกรรมที่มาจากความบกพร่องของสารพันธุกรรม  รวมถึงการตรวจเพื่อติดตามผลการรักษา ด้วยเครื่องมือที่ทันสมัยพร้อมทั้งบุคลากร และผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางอณูชีววิทยา ผลการตรวจที่ถูกต้อง แม่นยำ และรวดเร็ว ช่วยให้การวิเคราะห์โรคเป็นไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลต่อการรักษาได้อย่างทันท่วงที

          การจัดตั้ง AMD Lab  เป็นนโยบายอธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ นพ.อภิชัย มงคล ในการเตรียมความพร้อมห้องปฏิบัติการเพื่อรองรับโรคข้ามพรมแดนตามแนวทาง IHR และ CBRN รองรับภัยพิบัติและสถานการณ์ฉุกเฉินด้านสาธารณสุขและเป็นการรองรับการเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน โดยการพัฒนาห้องปฏิบัติการอณูวิทยาชั้นสูง ซึ่งได้แนวคิดจาก AMD Lab ของ US-CDC เพื่อช่วยในการวินิจฉัยโรค การป้องกันและควบคุมโรค ทั้งจากโรคติดเชื้อ และโรคไม่ติดเชื้อ

ข้อจำกัดของห้องปฏิบัติการศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ ๗  ก่อนการจัดตั้ง AMD Lab

๑.      ไม่สามารถตรวจวินิจฉัยโรคปัญหาสาธารณสุขได้ครบถ้วน จำเป็นต้องส่งตัวอย่างไปตรวจที่ส่วนกลาง ซึ่งต้องใช้เวลานานกว่า ๒๔-๔๘ ชั่วโมง

๒.    การตรวจด้วยเทคนิคเดิม เช่น Conventional PCR  มีความถูกต้อง แม่นยำ แต่ไม่สามารถเทียบเท่าเทคนิค Real-time PCR อีกทั้งยังมีข้อจำกัดด้านจำนวนตัวอย่างที่สามารถตรวจวิเคราะห์ได้ต่อวัน โดยเฉลี่ย   ๒๐-๔๐ ตัวอย่าง และใช้เวลานานกว่า ๒๔ ชั่วโมง เนื่องจากมีขั้นตอนปฏิบัติที่ยุ่งยากกว่า นอกจากนี้ ยังมีผลเสียจากการใช้สารก่อมะเร็ง Ethidium bromide ในการติดตามผลการตรวจ 

ประโยชน์ของการจัดตั้ง AMD Lab

๑.      ด้านคุณภาพ :  ตรวจวินิจฉัยโรคได้ครอบคลุมเชื้อหลายชนิด ภายใน ๘ ชั่วโมง ด้วยเทคนิคอณูวิทยาชั้นสูง ผลการตรวจมีความถูกต้อง แม่นยำ

๒.    ด้านปริมาณ :  ตรวจวิเคราะห์จำนวนตัวอย่างมากกว่า ๒๐๐ ตัวอย่างต่อวัน เช่น เทคนิค Real-time PCR  ส่งผลให้สามารถขยายขอบเขตการให้บริการครอบคลุมในเขตพื้นที่และเขตใกล้เคียง

๓.     ด้านพัฒนาต่อยอด : เป็นศูนย์ฝึกอบรม (Training Center) ด้านห้องปฏิบัติการที่ใช้เทคนิคการตรวจทางอณูวิทยาชั้นสูง เพื่อการวินิจฉัยโรค ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และมีความพร้อมถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่ห้องปฏิบัติการระดับจังหวัดที่มีความพร้อมทั้งในด้านเครื่องมือ ตลอดจนบุคลากร

AMD Lab ของศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ ๗ ขอนแก่น จัดตั้งที่สำนักงานศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ ๗ ขอนแก่นแห่งเดิม ณ ที่ตั้งเลขที่ ๔๐๐/๒ ถนนหน้าศูนย์ราชการ ตำบลในเมือง จังหวัดขอนแก่น สามารถให้บริการตรวจวินิจฉัยโรคที่ครอบคลุมทั้งโรคติดเชื้อ เช่น ไข้หวัดใหญ่ ไข้หวัดนก ไวรัสทางเดินหายใจตะวันออกกลาง และไข้เลือดออก เป็นต้น และโรคไม่ติดเชื้อ เช่น โรคธาลัสซีเมีย เป็นต้น ได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ ช่วยให้ประชาชนได้รับการรักษาที่รวดเร็ว ถูกต้อง และเหมาะสม การป้องกันและควบคุมโรคของพื้นที่เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยสนับสนุนการแก้ปัญหาสาธารณสุขของประเทศและประชาชนไทยได้อย่างแท้จริง  

ตัวอย่างการตรวจวิเคราะห์โดย AMD Lab ของศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ ๗ ขอนแก่น

ด้านโรคติดเชื้อ

การตรวจวินิจฉัยโรคทางเดินหายใจตะวันออกกลาง (MERS) โดยการตรวจหาสารพันธุกรรมของเชื้อ MERS ด้วยวิธี Real-time PCR ต่อ UpE- gene และ ORF-1a gene ใช้เวลาในการตรวจวิเคราะห์ ๘ ชั่วโมง ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อผู้ป่วย ผู้สัมผัสใกล้ชิดในด้านการรักษา และประโยชน์ต่อประเทศในการควบคุมและป้องกันการแพร่กระจายของโรคทางเดินหายใจตะวันออกกลาง

ด้านโรคไม่ติดเชื้อ

การตรวจวินิจฉัยความผิดปกติของยีนอัลฟาธาลัสซีเมีย ๑ ซึ่งเป็นความผิดปกติทางกรรมพันธุ์ เกิดจากการกลายพันธุ์ของยีนที่ควบคุมการสร้างสายโกลบิน  พบในประเทศไทยถึงร้อยละ ๒๐-๔๐ และเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคธาลัสซีเมียที่มีอาการรุนแรงมากที่สุด คือ โรค Hemoglobin Bart’s hydrop fetalis ทารกเสียชีวิตตั้งแต่แรกคลอด ซึ่งแนวทางหนึ่งในการควบคุมและป้องกันโรคคือการตรวจหาพาหะอัลฟาธาลัสซีเมีย ๑ ในหญิงตั้งครรภ์และสามี  โดยอาศัยหลักการเพิ่มปริมาณสารพันธุกรรมและวิเคราะห์ความผิดปกติของยีนอัลฟาธาลัสซีเมีย ๑ ด้วยวิธี Real-time PCR หากพบว่าเป็นพาหะทั้งคู่ ซึ่งมีโอกาสหนึ่งในสี่ต่อการมีลูกเป็นโรค ทารกในครรภ์จําเป็นต้องได้รับการตรวจวินิจฉัยโรคก่อนคลอด ดังนั้น การตรวจวินิจฉัยความผิดปกติของยีนอัลฟาธาลัสซีเมีย ๑  จะเป็นประโยชน์ต่อการวางแผนการตั้งครรภ์ ซึ่งส่งผลให้ประเทศสามารถควบคุมและป้องกันโรคธาลัสซีเมียได้อย่างมีประสิทธิภาพ

open_close_button
top