• ส่วนกลาง
  • ส่วนภูมิภาค

<< พฤศจิกายน - 2561 >>
อาทิตย์ จันทร์ อังคาร พุธ พฤหัส ศุกร์ เสาร์
     1 2 3
4 5 6 7 8 9 10
11 12 13 14 15 16 17
18 19 20 21 22 23 24
25 26 27 28 29 30  
download
Link
  • home»
  • ข่าวประชาสัมพันธ์»
  • Press Release»

Press Release

โรคไข้เลือดออกเดงกี

 

     โรคไข้เลือดออกเดงกีเป็นโรคติดเชื้อที่เป็นปัญหาสาธารณสุขในหลายประเทศทั่วโลก โดยเฉพาะอย่าง ประเทศในเขตร้อนและเขต จากการวบรวมข้อมูลขององค์การอนามัยโลกพบว่าในแต่ละปีมีรายงานผู้ป่วยทั่วโลก ประมาณ 50-100 ล้านคน เป็นผู้ป่วยไข้เลือดออกประมาณ 500,000 คนและมีผู้ป่วยที่เสียชีวิตประมาณ 22,000 คน ทั้งนี้ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะเป็นเด็กอายุตํ่ากว่า 15 ปี

สาเหตุ : เกิดจากการติดเชื้อไวรัสเดงกี (Dengue Viruses) เป็นไวรัสในสกุลเฟลวิไวรัส (Genus Flavivirus) วงศ์เฟล วิวิริเด่ (Family Flaviviridae) มีสารพันธุกรรมป็นเส้นอาร์เอนเอ (RNA) สายเดี่ยว (Single Strand) ประกอบด้วย 4 ชนิด (Serotype) ได้แก่ชนิดที่ 1, 2, 3 และ 4 โดยภูมิคุ้มกันที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัสเดงกีชนิดใด ชนิดหนึ่งจะคุ้มกันต่อไวรัสเดงกีชนิดนั้นๆตลอดไปแต่จะไม่คุ้มกันต่อไวรัสเดงกีชนิดอื่น ดังนั้นจึงมีโอกาสที่จะติดเชื้อ ไวรัสเดงกีได้ถึง 4 ครั้งโรคไข้เลือดออกเดงกีติดต่อโดยมียุงลายบ้าน (Aedes aegypti) เป็นพาหะนำโรคที่สำคัญ อย่างไรก็ตามยุงลายสวน (Aedes albopictus) ที่มักจะอยู่ในพื้นที่ชนบทก็เป็นพาหะนำโรคร่วมด้วย การติดต่อเกิด จากยุงลายตัวเมียที่มีเชื้อไวรัสเดงกีมากัดทำให้เกิดการเจ็บป่วย และเมื่อมียุงลายตัวเมียกัดและดูดเลือดผู้ป่วยที่อยู่ใน ระยะไข้ซึ่งเป็นระยะที่มีไวรัสอยู่ในกระแสเลือดมาก เชื้อไวรัสจะเข้าสู่กระเพาะยุง และเพิ่มจำนวนมากขึ้น แล้ว เดินทางเข้าสู่ต่อมนํ้าลาย พร้อมที่จะเข้าสู่คนที่ถูกกัดต่อไป เมื่อยุงที่มีเชื้อไวรัสเดงกีไปกัดคนอื่นก็จะปล่อยเชื้อไปยังคนที่ถูกกัดทำให้เกิดวงจรของแพร่ระบาดของโรค ระยะฟักตัวของเชื้อไวรัสเดงกีในคน ประมาณ 3-14 วัน โดยทั่วไป ประมาณ 5-8 วัน


ระยะติดต่อ : ระยะที่ผู้ป่วยมีไข้สูงประมาณวันที่ 2-4 จะมีไวรัสอยู่ในกระแสเลือดมาก ระยะนี้จึงเป็นระยะติดต่อจากคนสู่ยุง และ ระยะเพิ่มจำนวนของเชื้อไวรัสในยุงประมาณ 8-10 วัน จึงเป็นระยะติดต่อจากยุงสู่คน

อาการ : อาการป่วยจะเริ่มหลังจากได้รับเชื้อประมาณ 5-8 วัน โดยมีรูปแบบค่อนข้างเฉพาะเรียงตามลำดับการเกิดก่อนหลัง ดังนี้มีไข้สูงลอย 2-7 วัน มีอาการเลือดออก ส่วนใหญ่จะพบที่ผิวหนัง มีตับโต กดเจ็บ และมีภาวะไหลเวียนโลหิตล้มเหลว/ภาวะช็อก ผู้ป่วยที่ติดเชื้ออาจจะไม่แสดงอาการ (Asymptomatic) หรือแสดงอาการป่วยที่แยกจากโรคอื่นไม่ได้ (Undifferentiated fever) หรือแสดงอาการ โดยจะมีความรุนแรงแตกต่างกันได้ตั้งแต่มีอาการคล้ายไข้เดงกี(dengue fever: DF) ไปจนถึงมีอาการเลือดออก (dengue hemorrhagic fever: DHF) และรุนแรงมากจนถึงช็อกและเสียชีวิต (dengue shock syndrome: DSS)

ระบาดวิทยาโรคไข้เลือดออกเดงกีในประเทศไทย : โรคไข้เลือดออกเดงกีมีรายงานการระบาดครั้งแรกในประเทศเมื่อปีพ.ศ. 2501และตั้งแต่ปีพ.ศ. 2501-2545 สถานการณ์การระบาดของโรคไข้เลือดออกมีแนวโน้มที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง และจากนั้นจำนวน ผู้ป่วยมีปริมาณคงตัว โดยการระบาดมีหลายลักษณะ เช่นระบาดปีเว้นปี ปีเว้น 2 ปี หรือระบาดติดต่อกัน 2 ปีแล้วเว้น 1 ปีแต่ใน ระยะหลังพบว่าการระบาดมีแนวโน้มระบาด 2 ปีเว้น 2 ปีอัตราป่วยสูงสุดในกลุ่มอายุ 10-14 ปีอัตราส่วนผู้ป่วยเพศหญิงต่อเพศชายใกล้เคียงกัน พบผู้ป่วยได้ตลอดทั้งปีแต่จะพบมากในช่วงฤดูฝน ระหว่างเดือนพฤษภาคม -สิงหาคม


การรักษา : ในปัจจุบันยังไม่มียาฆ่าเชื้อไวรัสเดงกีจึงให้การรักษาแบบประคับประคองตามอาการ แพทย์ผู้รักษาจะต้องเข้าใจ ธรรมชาติของโรค และให้การดูแลผู้ป่วยอย่างใกล้ชิดโดยเฉพะในระยะวิกฤต


การตรวจวินิจฉัยทางห้องปฏิบัติการ : การตรวจวินิจฉัยทางห้องปฏิบัติการไวรัสวิทยา มีความสำคัญในการยืนยันว่าการป่วยนั้นๆ เกิดจากการติดเชื้อไวรัสเดงกีจริงหรือไม่กรณีที่ตรวจวินิจฉัยได้ผลรวดเร็วและอยู่ในระยะที่ผู้ป่วยยังมีอาการก็จะทำให้เกิดประโยชน์ ต่อการรักษาผู้ป่วยซึ่งนับเป็นประโยชน์สูงสุด นอกจากนี้ผลการตรวจจะนำไปใช้ประโยชน์ในการเฝ้าระวังการระบาดของโรคได้อีก ด้วยโดยทั่วไปการตรวจทางห้องปฏิบัติการจะมี 2 หลักพื้นฐาน

1. การตรวจหาแอนติเจน ซึ่งจะเป็นการตรวจในตัวอย่างผู้ป่วยระยะแรกๆของการติดเชื้อ (ประมาณ 0-5 วัน หลังการติดเชื้อ) การตรวจที่ใช้เวลาตรวจสั้นจะเป็นประโยชน์ทันต่อการรักษา เช่น การตรวจหาสารพันธุกรรม ด้วยวิธี Real time Reverse transcriptase Polymerase chain reaction (Real time RT-PCR) ซึ่งใช้เวลาตรวจประมาณ 4 ชั่วโมง หรือ การตรวจหาชิ้นส่วน NS1 แอนติเจน โดยใช้ชุดตรวจแบบรวดเร็วรู้ผลการตรวจในเวลา 20 นาทีหรือ ชุดตรวจด้วยหลักการ ทางอิมมิวโนโลยีซึ่งใช้เวลาตรวจประมาณ 3 ชั่วโมง
2. การตรวจหาภูมิคุ้มกัน หรือแอนติบอดี ซึ่งจะตรวจพบในระยะที่ไข้ลดลงแล้ว ฉะนั้นผลการตรวจอาจจะไม่ถูกนำไปใช้ในการรักษาผู้ป่วย สิ่งส่งตรวจ ปริมาณ และวิธีการส่งตัวอย่าง

สิ่งส่งตรวจ ปริมาณ และวิธีการส่งตัวอย่าง
1.ตัวอย่างสำหรับตรวจหาสารพันธุกรรมเชื้อไวรัสด้วยวิธี RT-PCR : พลาสมาที่ใช้สารกันเลือดแข็ง EDTA หรือซีรั่มปริมาณ 0.5-1 มิลลิลิตร โดยเจาะเลือด 1 ครั้ง ห่างจากวันเริ่มป่วยไม่เกิน 5 วัน
2.ตัวอย่างสำหรับตรวจหาแอนติบอดี : ซีรั่มหรือพลาสมาปริมาณ 0.5-1 มิลลิลิตร หรือเลือดจากกระดาษซับเลือดมาตรฐาน โดยเจาะเลือด 2 หรือ 3 ครั้ง โดยครั้งที่ 1 ในวันที่ผู้ป่วยเข้ารับการรักษา
ครั้งที่ 2 ห่างจากวันเริ่มป่วย 10-14 วันหรือใน วันที่ผู้ป่วยออกจากโรงพยาบาล กรณีที่เจาะเลือดครั้งที่ 2 ห่างจากวันเริ่มป่วยน้อยกว่า 10 วัน ให้นัดผู้ป่วยมาเจาะเลือดครั้งที่ 3 ห่างจากวันเริ่มป่วย 10-14 วัน
3.สิ่งส่งตรวจและข้อควรระวัง : ตัวอย่างซีรั่มและพลาสมา บรรจุใส่ถุงพลาสติกรัดยางให้แน่น แช่ในกระติกนํ้าแข็งที่มี Ice pack พร้อมแนบแบบส่งตัวอย่างตรวจโรคไข้เลือดออกนำส่ง
สำหรับตัวอย่างกระดาษซับเลือด บรรจุใส่ถุงพลาสติกกลัดติด กับแบบส่งตัวอย่างโรคไข้เลือดออก จากนั้นนำส่งโดยเจ้าหน้าที่หรือส่งทางไปรษณีย์ด่วนพิเศษ
4.สถานที่ส่งตัวอย่างและการติดต่อ : ศูนย์ประสานงานการตรวจวิเคราะห์และเฝ้าระวังโรคทางห้องปฏิบัติการ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สาธารณสุข กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ 88/7 ถ.ติวานนท์ ต.ตลาดขวัญ อ.เมือง จ.นนนทบุรี 11000 โทรศัพท์ 02-591-2153 ; 02-951-0000 ต่อ 99248 โทรสาร 02-591-2153
5.วันและเวลาที่ทำการตรวจวิเคราะห์ วันทำการ จันทร ถึง ศุกร์ เวลาราชการ 8.30 ถึง 16.30 น.

 

ฝ่ายอาโบไวรัส
สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สาธารณสุข
กรมวิทยาศาสตรืการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข

open_close_button
top