• ส่วนกลาง
  • ส่วนภูมิภาค

<< พฤศจิกายน - 2561 >>
อาทิตย์ จันทร์ อังคาร พุธ พฤหัส ศุกร์ เสาร์
     1 2 3
4 5 6 7 8 9 10
11 12 13 14 15 16 17
18 19 20 21 22 23 24
25 26 27 28 29 30  
download
Link
  • home»
  • ข่าวประชาสัมพันธ์»
  • Press Release»

Press Release

พบการตรวจทางเภสัชพันธุศาสตร์สามารถป้องกันการแพ้ยาลมชักได้

    

 

     อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์เผย ผลการศึกษาทางเภสัชพันธุศาสตร์ช่วยป้องกันการแพ้ยาได้ และทำให้ผู้ป่วยมีโอกาสเกิดการแพ้ยาซ้ำน้อยลง โดยเฉพาะยา Carbamazepine และยา Allopurinol สามารถป้องกันการเกิดอาการไม่พึงประสงค์จากยาเหล่านี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และลดค่าใช้จ่ายทางการแพทย์ได้ดี

     นพ.อภิชัย  มงคล  อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์  กล่าวว่า ข้อมูลจากศูนย์เฝ้าระวังความปลอดภัยผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา สำรวจพบปัญหาผื่นแพ้รุนแรงจากการแพ้ยาชนิดที่มีการหลุดลอกของผิวหนัง หรือ Stevens-Johnson Syndrome (SJS)/ Toxic Epidermal Necrolysis (TEN) ในประเทศไทยสูงเป็นอันดับสองของโลก รองจากประเทศสหรัฐอเมริกา  จึงเป็นภาระต่อระบบสาธารณสุขในการรักษาภาวะแทรกซ้อนดังกล่าวและเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เสียความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างผู้ให้บริการทางการแพทย์และผู้ป่วย และเป็นสาเหตุที่ต้องมีการเยียวยาให้แก่ผู้เสียหายจากการรับบริการทางสาธารณสุข ดังนั้นกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์โดยศูนย์พันธุศาสตร์การแพทย์ จึงได้จัดทำโครงการ “การศึกษาทางเภสัชพันธุศาสตร์เพื่อการลดค่าใช้จ่ายทางการแพทย์โดยการใช้ยาเฉพาะบุคคลระยะที่สอง” ขึ้น เพื่อนำความรู้ทางเภสัชพันธุศาสตร์มาช่วยในการเลือกยาให้กับผู้ป่วยเพื่อป้องกันภาวะไม่พึงประสงค์จากการใช้ยา ซึ่งเป็นมาตรการที่มีประสิทธิภาพและมีความคุ้มค่าในระบบสาธารณสุข

     นพ.อภิชัย  กล่าวเพิ่มเติมว่าโครงการวิจัยนี้มีส่วนสำคัญในการสนับสนุนให้มีการประเมินทางเศรษฐศาสตร์คลินิก และทำให้เกิดโครงการนำร่องในการให้บริการตรวจ HLA-B*15:02 ป้องกันการเกิดผื่นแพ้ยารุนแรง SJS/TEN สำหรับผู้ป่วยที่เริ่มยา Carbamazepine ภายหลังจากการดำเนินการโครงการนี้พบว่า การแพ้ยาชนิด SJS/TEN จากยา Carbamazepine ลดลง ซึ่งสอดคล้องกับการดำเนินการในประเทศไต้หวันและสิงคโปร์ที่พบว่าการแพ้ยาชนิด SJS/TEN จากยา Carbamazepine ลดลงจนหายไป เป็นมาตรการที่ควรได้รับการสนับสนุนและเผยแพร่ให้ผู้ให้บริการทางการแพทย์และสาธารณชนได้รับทราบ เพื่อให้เข้าถึงการให้บริการดังกล่าวที่มีการให้บริการอยู่ทั่วประเทศตามศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ 15 ศูนย์ทั่วประเทศ และโรงพยาบาลมหาวิทยาลัย เช่น คณะแพทยศาสตร์จุฬาลงกรณ์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี คณะแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยขอนแก่น

“การศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างยีน HLA class l กับยาหลายชนิดยังพบว่าผู้ป่วยที่เกิดการแพ้ยา Sulfamethoxazole และยา Phenobarbital มีความเสี่ยงทางพันธุกรรมที่สัมพันธ์กับการเกิดการแพ้ยาชนิด SJS/TEN นอกจากนี้ยังพบว่าการตรวจพันธุกรรมจะช่วยในการวินิจฉัยยาต้นเหตุที่ทำให้เกิดการแพ้ยา และทำให้ผู้ป่วยมีโอกาสเกิดการแพ้ยาซ้ำน้อยลง เช่น การตรวจพบยีนแพ้ยา Allopurinol ในผู้ป่วยที่มีรายงานว่าแพ้ยา Colchicine โดยผู้ป่วยมักได้รับยาพร้อมกัน ซึ่งจะช่วยให้ผู้ป่วยสามารถหลีกเลี่ยงการใช้ยาได้ถูกตัวยาและไม่ทำให้เกิดการแพ้ยาซ้ำ ดังนั้นการตรวจทางเภสัชพันธุศาสตร์ก่อนการเริ่มยา Carbamazepine และยา Allopurinol สามารถป้องกันการเกิดอาการไม่พึงประสงค์จากยาเหล่านี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพและคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ สำหรับผู้ที่มีผลการตรวจ HLA เช่น ผู้ที่ได้รับการปลูกถ่ายอวัยวะที่ต้องตรวจ HLA ก่อนการปลูกถ่ายอวัยวะ ควรมีการนำข้อมูลความเสี่ยงเหล่านี้ไปใช้เพื่อเลือกใช้ยาให้เหมาะสมกับผู้ป่วย รวมทั้งควรขยายการศึกษาทางเภสัชพันธุศาสตร์ไปสู่ภาวะไม่พึงประสงค์จากยาชนิดอื่นที่พบได้บ่อย เช่น การเกิดตับอักเสบจากยา การเกิดผื่นแพ้ยาทั่วไปเพื่อป้องกันการเกิดผลข้างเคียง อย่างน้อยต่อจากนี้ไปก่อนจะใช้ยา Carbamazepine (รักษาลมชัก, ไบโพลาร์, Trigeminal Neuralgia) และยา Allopurinol (รักษาโรคเก๊าท์) จะต้องตรวจยีนแพ้ยาก่อน เพื่อลดปัญหาระหว่างแพทย์กับผู้ป่วยและสามารถช่วยลดค่าใช้จ่ายทางสุขภาพของประชากรไทยได้ด้วย” อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์กล่าว

open_close_button
top